วันพุธที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ตัวชี้วัดความสำเร็จในการประเมิน

นายสุรศักดิ์ อัครอารีสุข
173 ถนนนครราชสีมา ดุสิต กรุงเทพฯ 10300
e-mail : surasakdota@crownpropertydotordotth surasak.cpb@gmail.com surasak_cpb@hotmail.com

http://surasak-akkaraareesuk.blogspot.com/
สุรศักดิ์ อัครอารีสุข มีประสบการณ์และคลุกคลีในงานด้านนโยบายและแผน และงานด้านการจัดการองค์กรมามากกว่า 15 ปี และเป็นผู้ให้คำปรึกษาในการจัดทำโครงการแก่ผู้บริหารโครงการขององค์กร
            หลายวันก่อน ผู้เขียนได้มีโอกาสพูดคุยกับหน่วยงานภายในองค์กร โดยเป็นการหารือเรื่องของการกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดในการประเมินบุคลากร ซึ่งลักษณะการพูดคุยเป็นการนำเสนอกรอบ อย่างกว้าง ซึ่งผู้เขียนได้นำเสนอแนวคิดในเรื่องของกรอบเวลา กรอบความคุ้มค่า/ค่าใช้จ่าย และกรอบในเรื่องของคูณภาพของงาน ซึ่งเป็นแนวทางในการประเมินโครงการที่ผู้เขียนถนัด และเพื่อไม่ให้เป็นวิชาการจนเกินไปสำหรับคนที่ได้หารือด้วยกันครับ ดังตัวอย่างด้านล่างนี้ครับ
กรณีตัวอย่าง
การกำหนดตัวชี้วัดในการทำแบบประเมินบุคลากร
เป้าหมาย
ประสานงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อขอรับข้อมูล นำมากลั่นกรองและจัดทำเป็นข้อมูลเพื่อเสนอแนะต่อฝ่ายจัดการสำหรับประกอบการประชุม
การกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จ
เราอาจจะนำแนวคิดเรื่องของ ระยะเวลา (Time) ความคุ้มค่า/ค่าใช้จ่าย (Cost) และคุณภาพของงาน (Quality)
มาใช้เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของงานได้
เช่น
1. ระยะเวลา (Time) ที่จะต้องได้รับข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ ก่อนการประชุมไม่น้อยกว่า 7 วัน ก่อนการประชุม การเตรียมสถานที่เพื่อใช้ประกอบการประชุมให้พร้อมไม่น้อยกว่า 1 วัน ฯลฯ
2. ความคุ้มค่า (Cost) ในเรื่องของการค้นหาข้อมูลที่ต้องการ คือ ความคุ้มค่าในการรวบรวมข้อมูลมากน้อยเพียงใด ความคุ้มค่าในการจัดเตรียมเอกสารข้อมูล ฯลฯ
3. คุณภาพ (Quality) ของข้อมูลที่ได้รับ เช่น ความสมบูรณ์ของเอกสาร ความถูกต้อง ฯลฯ
แนวทางการประเมินความสำเร็จ
แนวคิด คือ ประเมินเพื่อปรับปรุง” (มุ่งเน้นไปในเชิงQuality คือ ซักถาม พูดคุย หารือ รับฟังข้อเสนอแนะ ฯลฯ)
แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ บน-ล่าง โดย
1. วัดความสำเร็จระหว่าง ฝ่ายงานที่รับผิดชอบ กับ ฝ่ายจัดการขององค์กร (บน) ใช้เครื่องมือ การประชุมรายสัปดาห์ เพื่อทราบ Feedback จากฝ่ายจัดการ และนำแนวทาง / ข้อชี้แนะ ที่ได้รับมาทำการปรับปรุง
2. วัดความสำเร็จระหว่าง ฝ่ายงานที่รับผิดชอบ กับ ฝ่ายต่าง ๆ ในองค์กร (ล่าง) ใช้เครื่องมือได้หลายอย่าง เช่น การ Survey (กับผู้บริหารของทุกฝ่าย) อย่างกว้าง และนำประเด็นคำถามหรือปัญหาที่น่าสนใจมาขยายผลต่อในลักษณะ Focus Group
หรือใช้แนวทาง Focus Group ตั้งแต่เริ่มต้น โดยการ สุ่มตัวอย่าง เช่น มีฝ่ายจำนวน 21 ฝ่าย อาจจะสุ่มออกมาสัก 1 ใน 3 (จำนวน 7 ฝ่าย) และแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มงานภายนอก หรือ Front line(4 ฝ่าย) เช่น ฝ่ายด้านการติดต่อภายนอก กับกลุ่มงานภายในหรือพวก Back Office (3 ฝ่าย) งานด้านการสนับสนุนในองค์กร งานด้านไอที
แนวทางการนำมาปรับใช้งานเพื่อประเมินบุคลากร(กำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัด)
แนวคิด คือประเมินเพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการทำงาน ในภาพรวมตลอดทั้งปีของบุคลากร (มุ่งเน้น 3 ด้าน คือ Time Cost & Quality) โดยประยุกต์ใช้ ดังนี้
1. ระยะเวลา (Time) คือ บุคลากรดังกล่าวสามารถส่งมอบงานตามที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าโดยรวมได้ตามที่กำหนดไว้หรือไม่ ฯลฯ
2. ความคุ้มค่า (Cost) บุคลากรผู้ถูกประเมินคำนึงถึงความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากรในหน่วยงานเพียงใด บุคลากรผู้ถูกประเมินมีความสามารถในการบริหารเรื่องเวลาต่องานที่ได้รับมอบหมายโดยรวมได้ดีเพียงใด ฯลฯ
3. คุณภาพ (Quality) บุคลากรผู้ถูกประเมินมีความสามารถในการจัดทำข้อมูล เอกสาร หรือการประสานงาน กับหน่วยงานหรือบุคคลตามที่ได้รับมอบหมายได้ดีเพียงใด ฯลฯ
ถือเป็นแนวทางอย่างง่าย หากพอนำไปปรับใช้งานได้ ก็น่าทดลองดูครับ
 

วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2556

แนวทางการพูดคุย

 
สุรศักดิ์ อัครอารีสุข มีประสบการณ์และคลุกคลีในงานด้านนโยบายและแผน และงานด้านการจัดการองค์กรมามากกว่า 10 ปี เป็นผู้ให้คำปรึกษาในการจัดทำโครงการแก่ผู้บริหารโครงการขององค์กร ปัจจุบัน (2555/2012)ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกอาวุโส สังกัดกองพัฒนางานบุคคล ฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล โดยดูแลงานด้านแผนกลยุทธ์การพัฒนาบุคลากรขององค์กร

บทความนี้

ผู้เขียนได้อ่านบทความมาจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2556 ของ "คุณไพศาล เสาเกลียว กับ ปกรณ์ พึ่งเนตร" ที่กล่าวถึงบทสัมภาษณ์โดยย่อจาก "พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ" ผอ.สำนักสันติวิธีและธรรมภิบาล สถาบันพระปกเกล้า กรณีการพูดคุยเรี่องดับไฟใต้ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าน่าสนใจมาก จึงได้นำประเด็นสรุปในเชิงหลักการพูดคุยตามแนวทางสันติวิธีดัวกล่าว มานำเสนอไว้ในบล็อกนี้

โดยมีวัตถุประสงค์

เพื่อการศึกษาของตัวผู้เขียนเอง รวมทั้งผู้ที่เห็นว่าน่าสนใจ และเห็นว่าอาจจะนำไปปรับใช้งานในด้านต่าง ๆ ได้

การกำหนเดแนวทาง

1. กำหนดโครงสร้างของคุณะพูดคุย คือ จะต้องประกอบด้วยใคร/หน่วยงานใดที่เกี่ยวบ้าง การแบ่งหน้าที่ในการทำงานอย่างไร เช่น ส่วนราชการ ภาคเอกชน หรือภาคส่วนอื่น ๆ เช่น การใช้ภาคประชาสังคมและเครือข่ายที่ได้สร้างไว้เป็นตัวขับเคลื่อนในการลงพื้นที่ ฯลฯ

2. สร้างระบบการพูดคุย คือ เป็นรูปแบบการพูดคุยในแบบ "ขนมชั้น" หมายถึง การคุยกันเป็นลำดับขั้น ไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่ระดับบนไปถึงระดับล่าง อาจจะมีรูปแบบการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการประกอบไปด้วย

3. รวบรวมกลุ่มคนจากกลุ่มต่าง ๆ ทั้งในและนอกพื้นที่ ให้มีพื้นที่คิดและสื่อออกไป (ด้วยแนวทางสันติวิธี) โดยจะทำหน้าที่คุยในที่ต่าง ๆ จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาเชื่อมประสานกัน เช่น นักคิดผู้มีความสามารถจากที่ต่าง ๆ เพื่อให้เป็นถังความคิดหรือ think tank ของคณะ

ประเด็นสำคัญ การสร้างระบบการพูดคุย และการสร้าง think tank เป็นเรื่องสำคัญมาก

การนำแนวทางที่กำหนดไว้ไปดำเนินการ

1. การพูดคุย มีวัตถุประสงค์เพื่อหาประเด็นที่เป็นความต้องการที่แท้จริงจากพื้นที่ที่เราลงไปศึกษาหรือพูดคุย เป็นการนำประเด็นที่ได้รับมาตกผลึก

2. การสื่อสารสิ่งที่ได้พูดคุย ให้แก่คนนอกพื้นที่ได้รับทราบผ่านสื่อ เพื่อให้เข้าใจบริบทของพื้นที่ที่ลงไปพูดคุย ซึ่งต้องมีการประสานกับสมาคมสื่อต่าง ๆ ไปพร้อมกัน

3. การสอดประสานความคิด กับการทำงานของทีม think tank โดยหากประเด็นไหนที่เห็นตรงกันก็เห็นชอบเป็นเรื่อง ๆ แล้วนำมารวบรวมเพื่อเป็นข้อเสนอต่อไป

4. การศึกษาจากกรณีศึกษาในที่ต่าง ๆ เพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางเปรียบเทียบ เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของ "โรดแมพ" ของการพูดคุย

คำตอบที่ได้รับจากการพูดคุย

       อาจจะต้องมีความหลากหลาย ซึ้งความหลากหลายของรูปแบบที่เป็นคำตอบที่เกิดขึ้น จะต้องมีการพูดคุยกันอย่างละเอียดต่อไป เพื่อหาความเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพการณ์

วันจันทร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2556

การนำเสนอหัวข้องานวิจัยแบบกระชับ

นายสุรศักดิ์ อัครอารีสุข
e-mail : surasakdota@crownpropertydotordotth surasak.cpb@gmail.com surasak_cpb@hotmail.com
http://surasak-akkaraareesuk.blogspot.com/

       สุรศักดิ์ อัครอารีสุข มีประสบการณ์และคลุกคลีในงานด้านนโยบายและแผน และงานด้านการจัดการองค์กรมามากกว่า 10 ปี เป็นผู้ให้คำปรึกษาในการจัดทำโครงการแก่ผู้บริหารโครงการขององค์กร ปัจจุบัน (2555/2012)ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกอาวุโส สังกัดกองพัฒนางานบุคคล ฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล โดยดูแลงานด้านแผนกลยุทธ์การพัฒนาบุคลากรขององค์กร

       บทความนี้  ได้นำเนื้อหาโดยย่อมาจากการเล็คเชอร์ในชั้นเรียนของตัวผู้เขียนเอง ซึ่งบรรยายโดย ผศ.อร่าม ศิริพันธ์ แห่งภาควิชารัฐประศาสนศาตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาของตัวผู้เขียนเอง และท่านที่เห็นว่าน่าสนใจพอที่จะนำไปปรับใช้งานได้ครับ

หลักพื้นฐานการออกแบบงานวิจัย (Research Design)

            -  จะระบุปัญหา  ว่าปัญหาของงานวิจัยชิ้นนี้  "อยู่ตรงไหน"
            -  จะระบุปัญหาก็ต้องมีความเกี่ยวข้องกับศาสตร์ที่เรียน  เช่น ในทางรัฐประศาสนศาสตร์  ก็อาจจะต้องดูในหัวข้อความเกี่ยวข้องเชิงเนื้อหา  ว่าเกี่ยวข้องกับนโยบายสาธารณะในเรื่องใดและอย่างไร  โดยมีหลักที่ว่า
                        +  เราต้องใช้แว่นในการมองให้ถูกต้อง
                        +  เราต้องถอด Research Question ออกมาเป็น  “สมมุติฐาน”  หรือ คำตอบล่วงหน้า  เพื่อดูว่า  “เราจะยอมรับ”  หรือ  “ไม่ยอมรับ”
                        +  เราจะเก็บข้อมูลอย่างไร
            -  จะใช้ความรู้ / ทฤษฎี  ในทางศาสตร์ที่เราเรียน เช่น  ทางรัฐประศาสนศาสตร์ มาเกี่ยวโยงอย่างไร  เช่น  มีความเป็นนโยบายสาธารณะ  คือ  เราทำงานด้านโรงแรม  ก็อาจะต้องอ้างถึงเรื่องนโยบายการท่องเที่ยว
            -  จะพัฒนาเครื่องมือ  (การแปลงทฤษฎี)  เพื่อนำมาใช้ในการเก็บ   รวบรวม  แลเประมวลผลข้อมูลอย่างไร  และ
                        +  เราจะเสนอทางออกที่เป็นรูปธรรมได้ไหม
                        +  เราจะประมวลข้อมูลอย่างไร

กรอบแนวทางในการนำเสนอหัวข้อวิจัย (อย่างกระชับ)

            เราอาจนำแนวคิด 4P  มาลองปรับใช้  เป็นแนวทางในการนำเสนอความก้าวหน้าให้แก่คณะกรรมการได้รับทราบการทำวิจัยของตัวเรา ดังนี้
                        -  Phenomena  บอกได้ถึง  ที่มา  หรือสภาพปัญหา  ว่างานวิจัยครั้งนี้  เรามีที่มาจากอะไร
                        -  Problem  บอกให้ได้ว่า  “ปัญหา”  ของงานวิจัยครั้งนี้  มันอยู่ตรงไหน
                        -  Probability  บอกได้ว่า  เราเอา  “ทฤษฎี”  ตามศาสตร์ที่เราเรียน  เรานำตัวใดมาจับประเด็นประกอบในการทำวิจัยครั้งนี้
                        -  Proposal  บอกได้ว่า  เรามีข้อเสนอแนะจากการทำวิจัยครั้งนี้อย่างไรบ้าง

            ทั้งหมดนี้  ถือเป็นเทคนิคการนำเสนออย่างย่อเพื่อให้เรานำไปลองปรับใช้กันดูครับ


กฎของเลข 72

นายสุรศักดิ์ อัครอารีสุข
173 ถนนนครราชสีมา ดุสิต กรุงเทพฯ 10300
e-mail : surasakdota@crownpropertydotordotth surasak.cpb@gmail.com surasak_cpb@hotmail.com
http://surasak-akkaraareesuk.blogspot.com/

สุรศักดิ์ อัครอารีสุข มีประสบการณ์และคลุกคลีในงานด้านนโยบายและแผน และงานด้านการจัดการองค์กรมามากกว่า 10 ปี เป็นผู้ให้คำปรึกษาในการจัดทำโครงการแก่ผู้บริหารโครงการขององค์กร ปัจจุบัน (2555/2012) ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกอาวุโส สังกัดกองพัฒนางานบุคคล ฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล โดยดูแลงานด้านแผนกลยุทธ์การพัฒนาบุคลากรขององค์กร

บทความนี้ได้คัดลอกมาจากหนังสือ "101 เคล็ดวิชาที่ฉันได้มาจาก Harvard Business School" ของ "Michael W.Preist and Matthew Frederick" ในหัวข้อที่ผมสนใจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาของตัวผมเอง และท่านที่อาจจะสนใจ

เนื้อหา
       กฎ 72  เป็นการคาดการณ์จำนวนปีที่จะได้ผลตอบแทนเป็นสองเท่าของเงินลงทุน  ในกรณีที่รู้อัตราดอกเบี้ย  นั่นคือ  เพียงแค่นำอัตราดอกเบี้ยไปหาร 72 
       เช่น  การลงทุนที่ได้รับดอกเบี้ย 9 เปอร์เซ็นต์ต่อปี  จะได้ผลตอบแทนเป็นสองเท่าของเงินลงทุนเมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 8 ปี (72 / 9) 
       โดยปกติ  ถ้าหารด้วยเลข 69 หรือ 70  จะมีความแม่นยำมากขึ้น  แต่เลข 72  เป็นตัวเลขที่หารง่ายกว่า  เพราะมีเลขหลายตัวที่หารด้วย 72 แล้วลงตัว
       สูตรนี้  อาจนำมาคิดกลับกันเพื่อใช้้คำนวณหาอัตราดอกเบี้ยได้ในกรณีที่รู้ระยะเวลาที่ต้องการได้ผลตอบแทนเป็นสองเท่าของเงินลงทุน 
       หรืออาจใช้คำนวณหาจำนวนปีที่มูลค่าเงินจะลดลงครึ่งหนึ่งอันเนื่องมาจากเงินเฟ้อ  ตัวอย่างเช่น ถ้าหากตัวเลขเงินเฟ้ออยู่ที่ 4 เปอร์เซ็นต์ต่อปี  อำนาจการซื้อของเงิน 1 ดอลลาร์จะลดลงครึ่งหนึ่งภายในระยะเวลา 18 ปี (72 / 4)

อัตราดอกเบี้ยต่อปี
1%
2%
3%
4%
5%
6%
7%
8%
9%
จำนวนปีที่จะได้ผลตอบแทนเป็นสองเท่าของเงินลงทุน
72
36
24
18
14.2
12
10.3
9
8
 

วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

การวางแผนภาษีส่วนบุคคล

      บทความนี้  ผมได้คัดลอกมาจากเว็บไชต์  http://www.thaifinancialadvisor.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538623997 เพื่อประโยชน์ในการศึกษาของตนเองรวมทั้งท่านที่สนใจ

เทคนิควางแผนภาษีส่วนบุคคล

      การวางแผนภาษีส่วนบุคคล เป็นการวางแผนภาษีของบุคคลธรรมดา ไม่ว่าจะมีอาชีพกินเงินเดือน เจ้าของกิจการหรือมีอาชีพอิสระ โดยบุคคลที่มีรายได้ มีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามที่กฎหมายกำหนด ดังนั้นการรู้จักวางแผนที่เหมาะสมจะช่วยแบ่งเบาภาระให้กับเราได้

รายได้อะไรบ้างที่ต้องเสียภาษี
      รายได้ที่ต้องเสียภาษีของบุคคลธรรมดา ตามกฎหมายเรียกว่า "เงินได้พึงประเมิน" หมายถึง เงินได้ของบุคคลใดๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม ของปีใดๆ ซึ่งได้แก่
      1. เงิน
      2. ทรัพย์สินซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน ที่ได้รับจริง
      3. ประโยชน์ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน
      4. เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้
      5. เครดิตภาษีตามที่กฎหมายกำหนด

กลยุทธในการวางแผนภาษีบุคคลธรรมดา
      โครงสร้างของการคิดภาษีบุคคลธรรมดา คือ
            ภาษีที่ต้องชำระ = เงินได้สุทธิ X อัตราภาษี
      ขณะที่เงินได้สุทธิคิดมาจาก
            เงินได้สุทธิ = เงินได้พึงประเมิน - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อน - เงินบริจาค
      ดังนั้นกลยุทธ์ในการวางแผนภาษีส่วนบุคคลคือ
            1. ลด ยอดเงินได้ให้ต่ำลง
            2. เพิ่ม ค่าใช้จ่ายให้สูงขึ้น
            3. เพิ่ม ค่าลดหย่อนให้สูงขึ้น
            4. เพิ่ม ยอดเงินบริจาคให้สูงขึ้น

รายละเอียดของแต่ละขั้นตอนมีดังนี้
      1. การลดยอดเงินได้ให้ต่ำลง ทำได้โดย
            1.1 แยกรายได้ที่ได้สิทธิยกเว้นภาษีออกไป  มีรายได้บางอย่างที่กม.ยกเว้นภาษีให้ เช่น ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าพาหนะ บำนาญตกทอด หรือ เงินส่วนแบ่งกำไรจากห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคล การแยกรายได้ส่วนนี้ออก ช่วยให้ประหยัดภาษีได้มาก ( ดูรายละเอียดเพิ่มเติม )
            1.2 แยกรายได้ที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายและเป็นประเภทภาษีสุดท้าย ( final tax ) ออก  เพราะผู้มีเงินได้สามารถเลือกได้ว่า จะนำไปรวมคำนวนภาษีหรือไม่ก็ได้ ดังนั้นควรพิจารณาก่อนว่ามันจะคุ้มค่าหรือไม่ ที่จะนำรายได้ดังกล่าวเข้าไปรวมคำนวณ เช่นดอกเบี้ย เงินปันผล หรือเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งทางการค้าหรือหากำไร
            1.3 แยกรายได้จากต่างประเทศออก  กรณีมีเงินได้จากต่างประเทศ พิจารณาดูว่าสามารถวางแผนเพื่อลดหย่อนภาษี หรือขอยกเว้นภาษีทั้งจำนวนได้หรือไม่ โดยดูว่าประเทศต้นทางที่เป็นแหล่งเงินได้ มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทยหรือไม่ ถ้ามีก็ไม่ต้องเสียให้ซ้ำซ้อน ถ้าไม่มีก็ให้ใช้วิธีพักเงินรายได้ไว้ในต่างประเทศ รอให้ข้ามปีภาษีก่อน (รอให้เลยวันที่ 31 ธันวาคม ) แล้วจึงนำเงินได้จำนวนนี้กลับเข้ามา ก็จะทำให้ได้สิทธิยกเว้นภาษีทั้งจำนวน
            1.4 เพิ่มหน่วยภาษีออกไป  เนื่องจากอัตราภาษีบุคคลธรรมดาเป็นอัตราก้าวหน้า ดังนั้นถ้าเราสามารถแตกฐานภาษีออกไปมากเท่าไร ฐานภาษีของแต่ละคนก็ยิ่งต่ำลงเท่านั้น วิธีที่นิยมคือ การจัดตั้งคณะบุคคลขึ้นเป็นหน่วยภาษีใหม่ เพื่อกระจายรายได้ออกไป และยังสามารถหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนได้เหมือนคนธรรมดาอีกด้วย
            1.5 การเลื่อนระยะเวลารับรู้รายได้ออกไป  ถ้าหากปีนี้ ฐานรายได้ของเราค่อนข้างสูง และเราสามารถต่อรองให้คู่ค้าของเรา หรือนายจ้างผู้จ่ายเงิน เลื่อนการจ่ายเงินออกไปเป็นต้นปีหน้า เพื่อให้รายได้ใหม่ไปตกปีหน้าซึ่งเราคาดการณ์ว่า ฐานรายได้จะต่ำกว่า เป็นการเกลี่ยรายได้ออกไป ทำให้ไม่ต้องแบกรับฐานภาษีที่สูงเกินไปในปีใดปีหนึ่ง
            1.6 การเปลี่ยนเงินได้เป็นสวัสดิการ ( fringe benefits )หากเรารับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนทั้งหมด เราก็ต้องเสียภาษีแบบเต็มที่ แต่ถ้าเราเปลี่ยนรายได้บางส่วนเป็นสวัสดิการ เช่น รถประจำตำแหน่ง ค่าน้ำมันรถ เบี้ยเลี้ยง ซึ่งรายการเหล่านี้ได้สิทธิยกเว้นภาษี เพราะถือเป็นสวัสดิการ หรือถือเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของบริษัทได้
            1.7 เลือกลงทุนในหลักทรัพย์ หรือออมเงินประเภทที่ได้รับการยกเว้นภาษีจากรัฐบาล ผลตอบแทนที่ได้จะได้ไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษี
      2. เพิ่มค่าใช้จ่าย ทำได้โดย
            2.1 เลือกอาชีพที่หักค่าใช้จ่ายได้สูงสุด  เนื่องจาก กรมสรรพากรแบ่งรายได้ของบุคคลธรรมดาออกเป็น 8 ประเภท แต่ละประเภทสามารถหักค่าใช้จ่ายได้แตกต่างกัน ดังนั้นการรู้จักจัดสรรให้เงินได้ของเราไปอยู่ในกลุ่มอาชีพที่หักค่าใช้จ่ายได้มากกว่า ย่อมช่วยประหยัดภาษีได้มาก ( ดูรายละเอียดแต่ละอาชีพ )
            2.2 แยกรายได้ให้มาจากหลากหลายอาชีพ เพื่อเพิ่มสิทธิหักค่าใช้จ่าย  เนื่องจาก การเป็นลูกจ้างกินเงินเดือนจะหักค่าใช้จ่ายสูงสุดได้ 40% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 60,000 บาท แต่ถ้าเราสามารถทำให้รายได้มาจากหลายลักษณะอาชีพ เช่น ค่าที่ปรึกษาในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ ค่าลิขสิทธิ์ หรือค่ารับเหมา จะช่วยทำให้หักค่าใช้จ่ายจากแต่ละหมวดได้มากขึ้น
            2.3 เครดิตภาษีเงินปันผล  โดยต้องดูว่า อัตราภาษีของบริษัทที่จ่ายปันผลให้เรานั้นสูงกว่าหรือต่ำกว่าฐานภาษีของเรา เพราะถ้าบริษัทนั้นได้รับสิทธิยกเว้นภาษี หรือใช้อัตราภาษีที่ต่ำอยู่แล้ว อาจทำให้เราต้องเสียภาษีเพิ่มได้ถ้านำมารวมคำนวณภาษี
      3. เพิ่มค่าลดหย่อน ทำได้โดย
            3.1 พยายามใช้สิทธิค่าลดหย่อนตามที่กฎหมายกำหนดให้ได้มากที่สุด  ไม่ว่าจะเป็นค่าลดหย่อนบุตร ค่าเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัย การทำประกันชีวิต หรือการซื้อกองทุนต่างๆที่กม.ให้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ ( ดูรายละเอียดเพิ่มเติม )
            3.2 การเครดิตภาษีล่วงหน้า  สำหรับค่าลดหย่อนต่างๆที่เราจะใช้สิทธิลดหย่อนตามข้อ 3.1 นั้น หากเราไม่ต้องการมาทำเรื่องขอภาษีคืนภายหลัง ก็ให้ทำเรื่องเครดิตภาษีไว้ล่วงหน้า โดยวิธีแสดงหลักฐานให้ฝ่ายบุคคลหรือฝ่ายบัญชีทราบว่า เราได้มีค่าใช้จ่ายใดบ้างที่กฎหมายอนุญาตให้นำมาลดหย่อนภาษีได้ ฝ่ายบุคคลก็จะนำรายการเหล่านั้นไปรวมคำนวณ ทำให้ยอดหักภาษี ณ ที่จ่ายลดลง และแสดงตัวเลขใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากขึ้น
      4. เพิ่มยอดเงินบริจาค ทำได้โดย
            4.1 เงินที่ได้บริจาคให้วัด โบสถ์ หรือมัสยิด  สามารถขอใบอนุโมทนาบัตรมาลดหย่อนภาษีได้ นอกจากนี้ยังมีองค์กรการกุศล ตามที่กรมสรรพากรประกาศ หากเราได้เข้าไปช่วยเหลือบริจาคเงิน ก็สามารถนำใบเสร็จมาลดหย่อนภาษีได้ แต่รวมกันไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว
            4.2 เงินบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษา  เงินที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษา มีสิทธิหักลดหย่อนได้ 2 เท่าของจำนวนเงินที่ได้จ่ายไปจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินคงเหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น ๆ แล้ว
      หากเราทำได้ครบถ้วนทุกข้อ เชื่อว่าการวางแผนภาษีของเราจะช่วยแบ่งเบาภาระให้เราได้เป็นอันมาก และสามารถนำเงินส่วนที่ประหยัดได้ไปสร้างความมั่งคั่ง ทำให้เราบรรลุเป้าหมายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

หลักคิดการลงทุน จากหนังสือ "วัดมูลค่าหุ้นด้วยตัวคุณเอง"

นายสุรศักดิ์ อัครอารีสุข
173 ถนนนครราชสีมา ดุสิต กรุงเทพฯ 10300
e-mail : surasakdota@crownpropertydotordotth surasak.cpb@gmail.com surasak_cpb@hotmail.com
http://surasak-akkaraareesuk.blogspot.com/

สุรศักดิ์ อัครอารีสุข มีประสบการณ์และคลุกคลีในงานด้านนโยบายและแผน และงานด้านการจัดการองค์กรมามากกว่า 10 ปี เป็นผู้ให้คำปรึกษาในการจัดทำโครงการแก่ผู้บริหารโครงการขององค์กร  ปัจจุบัน (2555/2012) ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกอาวุโส สังกัดกองพัฒนางานบุคคล ฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล โดยดูแลงานด้านแผนกลยุทธ์การพัฒนาบุคลากรขององค์กร

บทความนี้ได้คัดลอกมาจากหนังสือ "การวัดมูลค่าหุ้นดัวยตัวคุณเอง" ของคุณนรินทร์ โอฬารกิจอนันต์" หรือนามแฝง  "สุมาอี้" ในหัวข้อ  หลักการลงทุน 10 ข้อ ของ "สุมาอี้" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาของตัวผมเอง  และท่านที่อาจจะสนใจ

1. ซื้อก็ต่อเมื่อได้วิเคราะห์ข้อมูล  จนมั่นใจว่ามูลค่าตลาดของหุ้นตัวน้ั้นต่ำกว่ามูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคตทั้งหมดที่คาดหวังได้ของบริษัทเท่านั้น  ซึ่งถ้ามันเป็นเช่นนั้นจริง  ซื้อมาแล้วไม่ต้องขายเลยก็ยังได้กำไร
2. ทิศทางของราคาหุ้นเป็นสิ่งที่ไม่มีทางทำนายได้  อย่าพยายามทำกำไรด้วยการซื้อต่ำขายสูง  การเทรดหุ้นทุกว้น  เป็นเสมือนการกระโจนเข้าเครื่องบดเนื้อ
3. ให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์บริษัทและอุตสาหกรรมให้มากที่สุด  ไม่ต้องให้ความสำคัญกับการทำนายเศรษฐกิจมหภาค  เรือทุกลำต้องเผชิญพายะเหมือนกันหมด  จงพยายามเลือกเรือลำที่ดีที่สุด  แทนที่จะคาดเดาว่าพายจะมาเมือไร
4. ราคาหุ้นไม่มีความสัมพันธ์กับกำไรในปัจจุบัน  จะวิ่งไปตามความเชื่อของตลาด  ว่าพรุ่งนี้้กำไรจะเป็นเท่าไร    หุ้นที่ขึ้นไม่ใช่หุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี  หุ้นที่ขึ้นเป็นหุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานไม่ดีแต่กำลังจะดีขึ้น  หรือหุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานดีอยู่แล้วและจะดีขึ้นไปอีก
5. หุ้นบลูชิพที่เติบโตช้า  แม้ dowside risk จะต่ำ (-20%)  แต่ upside ก็ต่ำ (-20%)  หุ้นเติบโตสูงจึงเป็นหุ้นที่น่าลงทุนมากกว่าเพราะแม้ว่า downside ของมันอาจจะมากถึง -100  แต่ upside  ของมันไม่มีขีดจำกัด  (อาจจะเป็น 200%  500%  1000% ....)  พอร์ตที่มีหุ้นเติบโตสูงหลาย ๆ ตัว  แม้จะผันผวนมากกว่า  แต่เรื่องจะวิ่งได้ไกลกว่าพอร์ตที่เต็บไปด้วยหุ้นบลูชิพในระยะยาว
6.  อย่าให้ความสำคัญกับ Dividend yield  มากนัก  เพราะไม่มีกฎว่าบริษัทต้องจ่ายปันผลเท่าเดิมทุกปี  จงสนใจว่าบริษัทเอากำไรสะสมไปใช้ทำอะไรมากกว่า  มูลค่าของบริษัทจะเพิ่มขึ้นได้  ก็ต่อเมื่อบริษัทลงทุนในโครงการที่ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าเท่านั้น
7.  หุ้นเป็นหลักทรัพย์ที่มีผลตอบแทนคุ้มค่ากับความเสี่ยงมากที่สุด  อย่ามัวเสียลเวลานั่งคิดว่าควรแบ่งเงินไปลงตราสารหนี้เท่าไร  หุ้นเท่าไร  เงินส่วนใหญ่ของคุณควรอยู่ในหุ้นกับเงินสดตลอดเวลา  อย่ากลัว Market Crash  เพราะในระยะยาว ๆ ไม่มีตลาดหุ้นใดในโลกที่ไม่สามารถกลับมาสูงกว่าจูดสูงสุดเดิมได้  เพราะเศรษฐกิจในระบอบทุนนิยมจะต้องโตขึ้นไปเรื่อย ๆ
8.  จงละเลยหุ้นที่มีประวัติเอาเปรียบผู้ถือหุ้นรายย่อย  หรือมีพฤติกรรมดูแลราคาหุ้นแม้แต่ครั้งเดียว  ราวกับว่าบริษัทเหล่านั้นไม่ได้จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์
9.  โอกาสในตลาดหุ้นไม่ได้มีมากขนาดหาได้ทุกวัน  มิฉะนั้นผู้คนคงเลิกทำงานประจำ  บริษัทคงเลิกนำเงินไปลงทุนนอกตลาด  ในบรรดาหุ้น 20 ตัว  ที่คุณอยากซื้อในหนึ่งปี  จงใช้เงินทั้งหมดที่มีอยู่ซื้อแค่ 2-3 ตัว  ใน 20 ตัว  ที่คุณคิดว่ามีโอกาสดีที่สุดแล้วคุณจะพบว่า  คุณจะได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าการแบ่งเงินาของคุณออกเป็นส่วนแล้วซื้อหุ้นทั้ง 20 ตัวนั้น
10.  นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ  ร้อยทั้งร้อยเป็นคนที่มีความคิดเป็นอิสระ  ถ้าคุณจอดรถรอไฟแดงอยู่ที่สี่แยก  ไม่มีรถวิ่งอยู่  แต่รถคันหลังกดดันคุณด้วยการบีบแตรไล่ให้คุณวิ่งออกไปเลย  ถ้าคุณไม่สนใจแรงกดดันนั้น  และรอจนไฟเขียวจึงค่อยไป  คุณมีแนวโน้มที่จะเล่นหุ้นแล้วประสบความสำเร็จครับ

ข้อคิดเพิ่มเติม
- หุ้นของธุรกิจรับจ้างผลิต  หรือรับเหมาก่อสร้างบางตัว  มีพีอีเรโชที่คอนข้างต่ำ  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า  หุ้นเหล่านั้นจะเป็นหุ้นที่มีราคาถูกเสมอไป  ตลาดอาจให้ราคาต่ำเพราะกำไรของธุรกิจเหล่านี้มีความมั่นคงน้อยมากก็ได้  นักลงทุนบางท่านเข้าใจว่าหุ้นที่มีเรโชต่ำ  เช่น 5-6 เท่า  ถือเป็นหุ้นราคาถูกเสมอ  จึงรึบเข้าไปลงทุน  ซึ่งไม่จริงเสมอไป
-  ถ้าเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทเป็นบวก  เราอาจตั้งสมมุติฐานให้เงินทุนหมุนเวียนของบริษัทในอนาคตเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกันกับรายได้ที่เพิ่มขึ้น
-  ธุรกิจที่ใช้สินทรัพย์ในการดำเนินธุรกิจน้อย  เช่น  ธุรกิจซื้อมาขายไป  หรือธุรกิจที่อาศัยสินทรัพย์ทางปัญญา  มักจะมีกระแสเงินสดอิสระมากเมื่อเทียบกับกำไรสุทธิ  ในขณะที่ธุรกิจที่ต้องสินทรัพย์ในการดำเนินธุรกิจมาก (Capital-intensive business)  เช่น  พวกโรงงานอุตสาหกรรม  มักมีกระแสเงินสดอิสระน้อยเมื่อเทียบกับกำหรสุทธิ

วันอังคารที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2556

สู่อนาคต : อัตชีวประวัติที่น่าอ่าน

       เรื่องราวในลักษณะที่เป็น “อัตชีวประวัติ” ส่วนตัวของจอร์จ เอช ดับเบิลยู บุช หรือจอร์จ บุชผู้พ่อ ซึ่งเป็นถึงอดีตประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาคนที่ 41

       หนังสือค่อนข้างเก่า (ประมาณปี 2531) ตัวหนังสือผมได้มาจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติเมื่อหลายปีก่อน จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์บรรณิจ หนังสือนำเสนอประเด็นต่าง ๆ ได้ทั้งอบอุ่น (ชีวิตครอบครัว-ส่วนตัว) และน่าอ่าน (ประสบการณ์ในงาน) ทีเดียว

       โดยมีทั้งประเด็นที่นำเสนอในภาพกว้าง คือ ประสบการณ์การทำงานของตัวผู้เล่าเอง และประเด็นที่ลงลืกในรายละเอียด ทั้งจากชีวิตส่วนตัวของผู้เล่า และจากประสบการณ์ในการทำงานที่บอกเล่าให้เราได้รับรู้ถึงที่มาของครอบครัว ชีวิตเริ่มต้นของการทำงาน การตัดสินใจทางการเมือง รวมทั้งความทะเยอทะยานในชีวิตของผู้เล่า

        อยากแนะนำให้ลองหามาอ่านกันดูครับ เพราะประเด็นรายละเอียดจำนวนมากที่ผู้เขียนได้นำเสนอไว้ เราในฐานะคนทำงานสามารถนำมาปรับใช้ได้อย่างไม่ล้าสมัยแต่ประการใด

        ผู้เขียนเล่าถึงภาพรวามของตนเองทั้งหมด  ทั้งเรื่งงาน - ส่วนตัว - และครอบครัว

       เริ่มต้นตั้งแต่  การดำเนินชีวิตครอบครัวของผู้เขียนก็สามารถนำมาเป็นแบบอย่างที่ดี เช่น ช่วงการเริ่มต้นชีวิตการทำงานในเท็กซัส การพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ ก่อนการตัดสินใจ (การเข้ารับตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำประเทศจีน หรือประธานคณะกรรมาธิการพรรคริพับริกัน) การปรึกษาผู้มีประสบการณ์ที่มากกว่า (เช่น กับอดีตประธานาธิบดีจอห์นสัน) การจ้างทีมงานที่เหมาะสมในการเป็นทีมสนับสนุนระหว่างการดำรงตำแหน่งทางการเมือง การให้ความสำคัญกับครอบครัวไม่ว่างานจะยุ่งเพียงใด ความกล้าตัดสินใจที่มีจดหมายปิดผนึกไปยังอดีตประธานาธิบดีนิกสัน เป็นต้น

        หนังสือแบ่งเนื้อหาออกเป็น 5 บท ประกอบด้วย
          บทแรก  ที่กล่าวถึงช่วงเริ่มต้นของชีวิตที่ได้กล่าวถึงความผูกพันทั้งทางฝั่งบิดาและมารดา การเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สอง การไปเริ่มต้นทำงานที่บริษัทน้ำมันในเท็กซัส
          บทสอง  จะกล่าวถึงช่วงการเติบโตทางธุรกิจน้ำมันที่เริ่มรุ่งโรจน์
          บทที่สาม  กล่าวถึงการเริ่มต้นชีวิตการเมือง
          บทที่สี่  เป็นช่วงที่ทั้งรุ่งโรจน์สุดในการเติบโตตำแหน่งทางการเมืองในสมัยรัฐบาลนิกสัน (เอกอัครราชทูตประจำสหประชาชาติ) สมัยรัฐบาลฟอร์ด (เอกอัครราชทูตประจำประเทศจีน ผู้อำนวยการซีไอเอ)
          และ  บทสุดท้าย  บทที่ 5  กล่าวถึงช่วงการรณรงค์หาเสียงเพื่อเป็นตัวแทนพรรคริพับริกันเพื่อการเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีกับโรนัลด์ เรแกน ก่อนที่เหตุการจะพัฒนากลายเป็นการเป็นประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีคู่กันในภายหลัง

       ที่น่าสนในอีกอันหนึ่ง  ในช่วงก่อนเข้าสู่บทแรก ผู้เขียนได้เล่าถึงที่มาของการจัดทำอัตชีวประวัติเล่มนี้ รวมถึงการเล่าให้เราได้รับทราบอย่างชนิดเกาะติดสถานการณ์  ในช่วงการเลือกตัวรองประธานาธิบดีเคียงคู่กับอดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ซึ่งในช่วงที่จะต้องมีการกำหนดตัวผู้เข้ามาเป็นรองประธานาธิบดีระหว่างตัวผู้เขียนกับอดีตประธานาธิบดีเจอรัล ฟอร์ด นับว่าเป็นการเมืองสไตล์อเมริกันขนานแท้เลยทีเดียว ที่ต้องมีทั้งการเจรจา การต่อรอง การล็อบบี้ผู้ที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ....

        ทั้งหมดนี้ อยากแนะนำให้เราได้ลองหามาอ่านกันดูครับ ถือเป็นการศึกษาประสบการณ์จากบุคคลที่มีความสามารถสูง ทั้งในเชิงลึกจากประวัติของเขา และในเชิงกว้างที่เราอาจจเคยได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับตัวผู้เขียนในเรื่องนี้มาในอดีต ซึ่งสำหรับนักอ่านก็ไม่น่าจะผิดหวังในเรื่องของเนื่อหาที่ปรากฎอยู่ในเล่ม ที่มีความเข้มข้นที่อ่านได้สนุกราวกับนวนิยายเลยทีเดียวครับ..

สุรศักดิ์  อัครอารีสุข