บล็อกนี้ จัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอประสบการณ์การทำงานในงานที่เกี่ยวข้องกับงานด้านการบริหารจัดการองค์กรและงานด้านการบริหารโครงการของผู้เขียน ซึ่งผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วม และเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้และข้อคิดเห็น รวมทั้งบทความอื่น ๆ ที่ผู้เขียนสนใจและนำมาโพสต์ไว้ เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มต้นทำงานและผู้ที่เห็นว่าน่าสนใจ พอที่จะนำไปปรับใช้งานให้เกิดประโยชน์ได้บ้าง
วันพุธที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2560
วันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2559
นำให้ชนะ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน
มีคำกล่าวที่ว่า "...มีอยู่สองสิ่ง ที่คนเรายิ่งทำจะยิ่งมีความเหนือชั้นกว่าคนอื่น หนึ่ง คือการขับรถ และสอง คือ การอ่านหนังสือ
เมื่อได้หยิบหนังสือ นำให้ชนะ ของ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่ได้ร่วมกันเขียนขึ้นโดย Alex Ferguson, Sir (อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน, เซอร์) และ Michael Moritz, Sir (ไมเคิล มอริตซ์, เซอร์) ขึ้นมาอ่าน ก็ทำให้นึกถึงคำคมข้างต้น
นี่ถือเป็นหนังสือที่บอกเล่าประสบการณ์ ของคนที่มีความเชี่ยวชาญในงานของตนเองที่ดีมาก ๆ เล่มหนึ่งทีเดียว
เป็นหนังสือที่เล่าเรื่องราวประวัติส่วนตัวอย่างง่ายและน่าอ่าน
ไมเคิล มอริตซ์ ใช้การเล่าเรื่องเหมือนเรากำลังนั่งฟัง เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หรือ "เฟอร์กี้" เล่าเรื่องราวของตนเองให้เราฟังอย่างไรอย่างนั้นเลยทีเดียว
เปรียบเสมือน How to ในระดับขึ้นหิ้ง ของบุคคลที่ประสบความสำเร็จในงานที่ตนทำอยู่ และรู้จักงานของตนเองเป็นอย่างดี
แม้จะเป็นเรื่องราวของคนในแวดวงฟุตบอล แต่ในความเป็นจริงแล้ว การทำงานไม่ว่าในแวดวงใดก็ไม่แตกต่างกัน เพราะเราจำเป็นต้องบริหารคนเป็นหลัก
เพราะ "คน" คือ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจขององค์กร
ในช่วงที่ผ่านมา มีหนังสือของเซอร์อเล็กซ์ ออกมาพร้อมกัน 2 เล่ม โดยเล่มก่อนหน้านี้ แปลโดย คุณนันทขว้าง สิริสุนทร เนื้อหามุ่งเน้นในชิงประวัติส่วนตัวและผลงานด้านฟุตบอลเป็นหลัก
ขณะที่เล่มนี้ มุ่งเน้นในเรื่องของเทคนิคการบริหารจัดการในงานของตัว เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน
เริ่มจากการเป็นเด็กบ้านนอก จากเมืองเมืองกลาส์โกว ที่เรียนไม่จบระดับชั้นมัธยม เป็นลูกของคนงานต่อเรือ ที่อาศัยอยู่ในเมืองที่มีคุณลักษณะแบบบ้านนอกของประเทศสก็อร์ตแลนด์
แต่มีความเชี่ยวชาญในสิ่งที่เขาชอบที่สุดในชีวิต คือ "ฟุตบอล"
ก้าวขึ้นมาเป็นคนสร้างแบรนด์ ให้กับทีมฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จนกลายเป็นแบรนด์สินค้าระดับโลก
จากทีมที่มีมูลค่าซื้อขายกันเพียง 20 ล้านปอนด์ (ช่วงปี 1987-1990) ซึ่ง มาร์ติน เอ็ดเวิร์ด เจ้าของสโมสสรเดิมคิดจะขายในราคานี้
เติบโตมาจนกลายเป็นแบรนด์ที่มีมูลค่ากว่าพันล้านปอนด์ในปัจจุบัน
ต้องรับมือกับสารพัด "จีเนียส" ทางด้านฟุตบอล จนกลายเป็นยอดฝีมือแห่งวงการ
พร้อมทั้งได้วางหลักในการสร้างทีมที่ว่า ... ไม่สร้างดาวเด่น แต่สร้างทีมงานที่ทำงานทดแทนกันได้..
ส่งผลให้ทีมฟุตบอลอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังคงฟอร์มการเล่นที่อยู่ในระดับมาตรฐานเสมอมา
ก่อนจะก้าวไปสู่การเป็นผู้บรรยายในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่มีค่าตัวนับแสนปอนด์ภายหลังที่ได้อำลาวงการ
อยากแนะนำให้ทุกท่าน รวมถึงท่านที่สนใจในศาสตร์ทางด้านการบริหาร หามาอ่านกันนะครับ
...เพราะเรื่องราวของยอดคน ถึงอย่างไรก็น่าอ่าน...
ข้อความนี้ ผมจำมาจากคุณพิษณุ นิลกลัด ซึ่งได้กล่าวไว้ครับ
เมื่อได้หยิบหนังสือ นำให้ชนะ ของ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่ได้ร่วมกันเขียนขึ้นโดย Alex Ferguson, Sir (อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน, เซอร์) และ Michael Moritz, Sir (ไมเคิล มอริตซ์, เซอร์) ขึ้นมาอ่าน ก็ทำให้นึกถึงคำคมข้างต้น
นี่ถือเป็นหนังสือที่บอกเล่าประสบการณ์ ของคนที่มีความเชี่ยวชาญในงานของตนเองที่ดีมาก ๆ เล่มหนึ่งทีเดียว
เป็นหนังสือที่เล่าเรื่องราวประวัติส่วนตัวอย่างง่ายและน่าอ่าน
ไมเคิล มอริตซ์ ใช้การเล่าเรื่องเหมือนเรากำลังนั่งฟัง เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หรือ "เฟอร์กี้" เล่าเรื่องราวของตนเองให้เราฟังอย่างไรอย่างนั้นเลยทีเดียว
เปรียบเสมือน How to ในระดับขึ้นหิ้ง ของบุคคลที่ประสบความสำเร็จในงานที่ตนทำอยู่ และรู้จักงานของตนเองเป็นอย่างดี
แม้จะเป็นเรื่องราวของคนในแวดวงฟุตบอล แต่ในความเป็นจริงแล้ว การทำงานไม่ว่าในแวดวงใดก็ไม่แตกต่างกัน เพราะเราจำเป็นต้องบริหารคนเป็นหลัก
เพราะ "คน" คือ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจขององค์กร
ในช่วงที่ผ่านมา มีหนังสือของเซอร์อเล็กซ์ ออกมาพร้อมกัน 2 เล่ม โดยเล่มก่อนหน้านี้ แปลโดย คุณนันทขว้าง สิริสุนทร เนื้อหามุ่งเน้นในชิงประวัติส่วนตัวและผลงานด้านฟุตบอลเป็นหลัก
ขณะที่เล่มนี้ มุ่งเน้นในเรื่องของเทคนิคการบริหารจัดการในงานของตัว เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน
เริ่มจากการเป็นเด็กบ้านนอก จากเมืองเมืองกลาส์โกว ที่เรียนไม่จบระดับชั้นมัธยม เป็นลูกของคนงานต่อเรือ ที่อาศัยอยู่ในเมืองที่มีคุณลักษณะแบบบ้านนอกของประเทศสก็อร์ตแลนด์
แต่มีความเชี่ยวชาญในสิ่งที่เขาชอบที่สุดในชีวิต คือ "ฟุตบอล"
ก้าวขึ้นมาเป็นคนสร้างแบรนด์ ให้กับทีมฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จนกลายเป็นแบรนด์สินค้าระดับโลก
จากทีมที่มีมูลค่าซื้อขายกันเพียง 20 ล้านปอนด์ (ช่วงปี 1987-1990) ซึ่ง มาร์ติน เอ็ดเวิร์ด เจ้าของสโมสสรเดิมคิดจะขายในราคานี้
เติบโตมาจนกลายเป็นแบรนด์ที่มีมูลค่ากว่าพันล้านปอนด์ในปัจจุบัน
ต้องรับมือกับสารพัด "จีเนียส" ทางด้านฟุตบอล จนกลายเป็นยอดฝีมือแห่งวงการ
พร้อมทั้งได้วางหลักในการสร้างทีมที่ว่า ... ไม่สร้างดาวเด่น แต่สร้างทีมงานที่ทำงานทดแทนกันได้..
ส่งผลให้ทีมฟุตบอลอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังคงฟอร์มการเล่นที่อยู่ในระดับมาตรฐานเสมอมา
ก่อนจะก้าวไปสู่การเป็นผู้บรรยายในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่มีค่าตัวนับแสนปอนด์ภายหลังที่ได้อำลาวงการ
อยากแนะนำให้ทุกท่าน รวมถึงท่านที่สนใจในศาสตร์ทางด้านการบริหาร หามาอ่านกันนะครับ
...เพราะเรื่องราวของยอดคน ถึงอย่างไรก็น่าอ่าน...
ข้อความนี้ ผมจำมาจากคุณพิษณุ นิลกลัด ซึ่งได้กล่าวไว้ครับ
สุรศักดิ์ อัครอารีสุข
วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
จุดแข็งของที่ปรึกษาอยู่ตรงไหน
หนังสือ 44 เฟรมเวิร์ก สุดยอดเครื่องมือแก้ปัญหา (2556) ของสำนักพิมพ์ ส.ส.ท.
ถือเป็นหนังสือในหมวด ด้านการบริหารองค์กร ที่อยากแนะนำให้หลาย ๆ ท่านที่ทำงานด้านนี้ ได้หามาอ่านกันครับ
ผมจึงคัดตอนบางส่วนจากบทนำ ในส่วนที่หนังสือกล่าวถึง ความสำคัญของเฟรมเวิร์ก
โดยการยกตัวอย่าง ที่ปรึกษา ซึ่งมีความกระชับดีมาให้ลองอ่านกัน
เริ่มจาก มีคำถามที่ว่า ...
... เพราะเหตุใด เมื่อที่ปรึกษาเดินทางไปพบลูกค้าในครั้งแรก ก็สามารถให้คำปรึกษากับลูกค้าได้เลย โดยสามารถให้คำแนะนำจากมุมมองผู้เชี่ยวชาญได้ทันที....
เขาบอกว่า...เพราะที่ปรึกษามีอาวุธที่สำคัญอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ เฟรมเวิร์ก นั่นเอง
เนื่องจากการที่ลูกค้าหันมาจ้างที่ปรึกษา ก็เพราะว่าลูกค้า มีปัญหา
และปัญหานั้น ก็เกิดจาการขาดการมองภาพรวม ที่ทำให้เกิดปัญหา 2 ประการ ตามมา นั่นคือ
1. ทำให้ลูกค้ามองไม่เห็นโอกาสที่มีความสำคัญ และ...
2. ทำให้ลูกค้ามีการใช้ ทรัพยากรทางด้านการบริหาร (3M และ 1I คือ Man Money Material and Intelligence) ไปกับเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์ และไม่สามารถสร้างผลงานให้คุ้มค่ากับทรัพยากรที่บริษัทได้ทุ่มเทลงไป
ซึ่งที่ปรึกษาเมื่อเข้ามาให้คำปรึกษา ก็ได้นำเฟรมเวิร์กมาใช้ในการ ตรวจประเมินบริษัท ของลูกค้า
แล้วจึงนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา พร้อมทั้งชี้ข้อบกพร่องจากการขาด การมองภาพรวม และจุดที่ลูกค้ามองข้ามไป
จากนั้น ก็ทำการแก้ไขให้ธุรกิจของลูกค้า มีความสอดคล้องกันในภาพรวม การลงทุนของลูกค้าจึงกลับมามีความสมดุลอีกครั้ง
ทั้งหมดนี้ คือ การตรวจประเมินลูกค้าด้วย MECE[1]
นอกจากนั้น ที่ปรึกษาจะใช้การนำเสนอกรอบ FPD (Format-Process-Data) ให้กับลูกค้าเป็นลำดับแรก คือ...
Format เป็นแบบฟอร์มสำหรับเขียน Output ในการ สำรวจปัญหาเพื่อบอกคำเสนอแนะ ให้กับลูกค้า
Process เป็นการสอบหากระบวนการและขั้นตอนของปัญหา ที่ปรากฎใน Output
Data เป็นการรวบรวบข้อมูลและความรู้ต่าง ๆ ที่จำเป็น จากตัวลูกค้า
เมื่อได้นำข้อมูล มาคิดวิเคราะห์แล้ว ที่ปรึกษาก็จะให้ คำชี้แนะ ในการปฏิรูปองค์กรต่อไป
ตัวที่ปรึกษาเองนั้น เวลาที่ทำ FPD ก็จะพิจารณาถึง กรอบเฟรมเวิร์ก อยู่เสมอ
จุดแข็งของที่ปรึกษา จึงอยู่ที่ความสามารถในการแสดงมุมมอง ภาพรวมและแก้ไขจุดบกพร่อง หรือความผิดเพี้ยน ความคิดของลูกค้าได้
แต่อย่างไรก็ตาม คนที่จะต้องลงมือทำหรือแก้ไขปัญหา ก็คือ ตัวลูกค้า อยู่ดี
ดังนั้น ไม่ว่าจะอย่างไรก็หนีไม่พ้นที่ ลูกค้า จะต้องลงมือทำหรือแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง
จะคาดหวังให้คนอื่นมาช่วยทั้งหมดนั้น คงไม่ดีเท่าไร
ถือเป็นหนังสือในหมวด ด้านการบริหารองค์กร ที่อยากแนะนำให้หลาย ๆ ท่านที่ทำงานด้านนี้ ได้หามาอ่านกันครับ
ผมจึงคัดตอนบางส่วนจากบทนำ ในส่วนที่หนังสือกล่าวถึง ความสำคัญของเฟรมเวิร์ก
โดยการยกตัวอย่าง ที่ปรึกษา ซึ่งมีความกระชับดีมาให้ลองอ่านกัน
เริ่มจาก มีคำถามที่ว่า ...
... เพราะเหตุใด เมื่อที่ปรึกษาเดินทางไปพบลูกค้าในครั้งแรก ก็สามารถให้คำปรึกษากับลูกค้าได้เลย โดยสามารถให้คำแนะนำจากมุมมองผู้เชี่ยวชาญได้ทันที....
เขาบอกว่า...เพราะที่ปรึกษามีอาวุธที่สำคัญอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ เฟรมเวิร์ก นั่นเอง
เนื่องจากการที่ลูกค้าหันมาจ้างที่ปรึกษา ก็เพราะว่าลูกค้า มีปัญหา
และปัญหานั้น ก็เกิดจาการขาดการมองภาพรวม ที่ทำให้เกิดปัญหา 2 ประการ ตามมา นั่นคือ
1. ทำให้ลูกค้ามองไม่เห็นโอกาสที่มีความสำคัญ และ...
2. ทำให้ลูกค้ามีการใช้ ทรัพยากรทางด้านการบริหาร (3M และ 1I คือ Man Money Material and Intelligence) ไปกับเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์ และไม่สามารถสร้างผลงานให้คุ้มค่ากับทรัพยากรที่บริษัทได้ทุ่มเทลงไป
ซึ่งที่ปรึกษาเมื่อเข้ามาให้คำปรึกษา ก็ได้นำเฟรมเวิร์กมาใช้ในการ ตรวจประเมินบริษัท ของลูกค้า
แล้วจึงนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา พร้อมทั้งชี้ข้อบกพร่องจากการขาด การมองภาพรวม และจุดที่ลูกค้ามองข้ามไป
จากนั้น ก็ทำการแก้ไขให้ธุรกิจของลูกค้า มีความสอดคล้องกันในภาพรวม การลงทุนของลูกค้าจึงกลับมามีความสมดุลอีกครั้ง
ทั้งหมดนี้ คือ การตรวจประเมินลูกค้าด้วย MECE[1]
นอกจากนั้น ที่ปรึกษาจะใช้การนำเสนอกรอบ FPD (Format-Process-Data) ให้กับลูกค้าเป็นลำดับแรก คือ...
Format เป็นแบบฟอร์มสำหรับเขียน Output ในการ สำรวจปัญหาเพื่อบอกคำเสนอแนะ ให้กับลูกค้า
Process เป็นการสอบหากระบวนการและขั้นตอนของปัญหา ที่ปรากฎใน Output
Data เป็นการรวบรวบข้อมูลและความรู้ต่าง ๆ ที่จำเป็น จากตัวลูกค้า
เมื่อได้นำข้อมูล มาคิดวิเคราะห์แล้ว ที่ปรึกษาก็จะให้ คำชี้แนะ ในการปฏิรูปองค์กรต่อไป
ตัวที่ปรึกษาเองนั้น เวลาที่ทำ FPD ก็จะพิจารณาถึง กรอบเฟรมเวิร์ก อยู่เสมอ
จุดแข็งของที่ปรึกษา จึงอยู่ที่ความสามารถในการแสดงมุมมอง ภาพรวมและแก้ไขจุดบกพร่อง หรือความผิดเพี้ยน ความคิดของลูกค้าได้
แต่อย่างไรก็ตาม คนที่จะต้องลงมือทำหรือแก้ไขปัญหา ก็คือ ตัวลูกค้า อยู่ดี
ดังนั้น ไม่ว่าจะอย่างไรก็หนีไม่พ้นที่ ลูกค้า จะต้องลงมือทำหรือแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง
จะคาดหวังให้คนอื่นมาช่วยทั้งหมดนั้น คงไม่ดีเท่าไร
สุรศักดิ์ อัครอารีสุข
[1]
วิธีการมองภาพรวมทั้งหมด โดยที่เนื้อหาครบถ้วน ไม่ซ้ำซ้อน เรียกว่า “MECE (Mutually Exclusive Collectively Exhaustive)” เป็นคีย์เวอร์ดของการคิดแบบ ตรรกะ ซึ่บพัฒนาขึ้นโดย บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลก
McKinsey
วันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2557
เปิดปมชีวิต สู่วิธีคิดแบบ วอร์เรน บัฟเฟตต์
เรื่องราวของยอดคน ถึงอย่างไรก็น่าอ่าน
วลีข้างต้น ผมคัดลอกมาจากบทความของ คุณพิษณุ นิลกลัด ตอนที่กล่าวถึงหนังสืออัตชีวประวัติของ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ในบทนำ
ซึ่งวลีดังกล่าว มีที่มาจากความเป็นคนที่มีชื่อเสียงเช่น เซอร์อล็กซ์ คนส่วนใหญ่ น่าจะเคยอ่านประวัติมามากบ้างน้อยบ้าง ทั้งในภาพกว้างและลึกมาแล้วจำนวนมาก เมื่อมีผลงานแปลเกิดขึ้นใหม่ (ถ้าจำไม่ผิด น่าจะแปลโดย คุณนันทขว้าง สิริสุนทร) ก็อาจจะทำให้คนส่วนใหญ่ รู้สึกเป็นผลงานที่เคยผ่านตามาแล้ว
เราอาจจะรู้สึกว่า แล้วมี "ประเด็นใหม่" ให้เราได้เรียนรู้ไหม
เราะจะได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติมจากการต้องอ่านหนังสือที่มีขนาดความหนาเกินกว่า 300 หน้า ขึ้นไปบ้าง
เพราะมันต้องใช้เวลาไม่น้อยทีเดียว ในการที่จะอ่านหนังสือที่มีความหนาขนาดนี้ให้จบได้ง่าย ๆ หรือ แม้แต่การจับประเด็นสำคัญที่หนังสือได้ซ่อนไว้
เช่นเดียวกันกับหนังสือเล่มนี้ The Snowball : Warren Buffett and the business of life ของ "วอร์เรน บัฟเฟตต์" (เขียนโดย Alice Schroeder, 2009. แปลโดย นรา สุภัคโรจน์) ตัวผมเองก็รู้สึกต่อหนังสือเล่มนี้ไม่แตกต่างกัน
แต่เมื่อได้ลองอ่านดูแล้ว ก็อยากเชิญชวนคนที่ชื่นชอบการลงทุน รวมทั้งชื่นชมตัว วอร์เรน บัฟเฟตต์ ให้ลองหามาอ่านกันดูก็น่าจะดีครับ
น่าจะทำให้เราได้มีมุมมองที่ลึกขึ้นต่อตัว วอร์เรน ทั้งในเรื่องส่วนตัว ครอบครัว และแนวทางการลงทุนของตัวเขามากขึ้น
โดยเฉพาะ แนวทางการลงทุน ของตัว วอร์เรน บัฟเฟตต์ เอง
น่าจะทำให้หลาย ๆ ท่าน ได้ข้อสังเกตถึง กลยุทธ์ หรือเราจะเรียกว่า ที่มา ในการสร้างความร่ำรวยก่อนที่จะกลายมาเป็น วอร์เรน บัฟเฟตต์ ในวันนี้ ว่าเขามีกลยุทธ์ในการสร้างฐานะตนเองขึ้นมาถึงขนาดนี้ได้อย่างไร
เทคนิคการระดมทุนอย่างมากมายในตอนเริ่มต้น ก็น่าสนใจมาก
โดยเฉพาะตอนที่เขาใช้กลยุทธ์ ผ่านการซื้อบริษัทเล็ก ๆ บริษัทหลาย ๆ บริษัท (หนึ่งในนั้นก็คือ เบิร์กไชร์) จนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แล้วใช้อำนาจผู้ถือหุ้นใหญ่ ให้บริษัทดังกล่าวไปซื้อหุ้นบริษัทอื่น จนกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แล้วก็ทำวิธีการเดิมอีก ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ จนกลายเป็นเจ้าของกิจการโยงใยจนน่าทึ่ง ก่อนที่จะใช้กลยุทธ์ การขายกิจการต่าง ๆ ทิ้งทีละบริษัท แล้วนำทุนมารวมกันอีกครั้ง
ค่อย ๆ รวม กันจนกลายเป็นบริษัทเดียว ทำต่ือเนื่องกันยาวนานเป็นสิบปี จนสินทรัพย์มีขนาดใหญ่โตขึ้น
เรื่องราวข้างต้น ถือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้เท่านั้น ยังมีประเด็นที่น่าสนใจอื่นที่เรายังพบได้อีกมากมาย ไม่่ว่าจะเป็นเรื่องตอนเริ่มต้นชีวิตการทำงานของตัววอร์เรน (ที่แตกต่างจากคนอื่นในยุคเดียวกันมากหรือแม้แต่ในสมัยนี้ก็ตาม คือ ไม่สนใจบริษัทใหญ่ ๆ เลย)
ความสัมพันธ์ของตัวเขา กับอาจารย์ที่เขาบูชา คือ เบน เกรแฮม ไปจนถึง ต้ัวเขากับพ่อ แม่ และพี่น้อง
อ่านดูคร่าว ๆ แล้ว ดูน่าสนใจไหมครับ
วลีข้างต้น ผมคัดลอกมาจากบทความของ คุณพิษณุ นิลกลัด ตอนที่กล่าวถึงหนังสืออัตชีวประวัติของ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ในบทนำ
ซึ่งวลีดังกล่าว มีที่มาจากความเป็นคนที่มีชื่อเสียงเช่น เซอร์อล็กซ์ คนส่วนใหญ่ น่าจะเคยอ่านประวัติมามากบ้างน้อยบ้าง ทั้งในภาพกว้างและลึกมาแล้วจำนวนมาก เมื่อมีผลงานแปลเกิดขึ้นใหม่ (ถ้าจำไม่ผิด น่าจะแปลโดย คุณนันทขว้าง สิริสุนทร) ก็อาจจะทำให้คนส่วนใหญ่ รู้สึกเป็นผลงานที่เคยผ่านตามาแล้ว
เราอาจจะรู้สึกว่า แล้วมี "ประเด็นใหม่" ให้เราได้เรียนรู้ไหม
เราะจะได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติมจากการต้องอ่านหนังสือที่มีขนาดความหนาเกินกว่า 300 หน้า ขึ้นไปบ้าง
เพราะมันต้องใช้เวลาไม่น้อยทีเดียว ในการที่จะอ่านหนังสือที่มีความหนาขนาดนี้ให้จบได้ง่าย ๆ หรือ แม้แต่การจับประเด็นสำคัญที่หนังสือได้ซ่อนไว้
เช่นเดียวกันกับหนังสือเล่มนี้ The Snowball : Warren Buffett and the business of life ของ "วอร์เรน บัฟเฟตต์" (เขียนโดย Alice Schroeder, 2009. แปลโดย นรา สุภัคโรจน์) ตัวผมเองก็รู้สึกต่อหนังสือเล่มนี้ไม่แตกต่างกัน
แต่เมื่อได้ลองอ่านดูแล้ว ก็อยากเชิญชวนคนที่ชื่นชอบการลงทุน รวมทั้งชื่นชมตัว วอร์เรน บัฟเฟตต์ ให้ลองหามาอ่านกันดูก็น่าจะดีครับ
น่าจะทำให้เราได้มีมุมมองที่ลึกขึ้นต่อตัว วอร์เรน ทั้งในเรื่องส่วนตัว ครอบครัว และแนวทางการลงทุนของตัวเขามากขึ้น
โดยเฉพาะ แนวทางการลงทุน ของตัว วอร์เรน บัฟเฟตต์ เอง
น่าจะทำให้หลาย ๆ ท่าน ได้ข้อสังเกตถึง กลยุทธ์ หรือเราจะเรียกว่า ที่มา ในการสร้างความร่ำรวยก่อนที่จะกลายมาเป็น วอร์เรน บัฟเฟตต์ ในวันนี้ ว่าเขามีกลยุทธ์ในการสร้างฐานะตนเองขึ้นมาถึงขนาดนี้ได้อย่างไร
เทคนิคการระดมทุนอย่างมากมายในตอนเริ่มต้น ก็น่าสนใจมาก
โดยเฉพาะตอนที่เขาใช้กลยุทธ์ ผ่านการซื้อบริษัทเล็ก ๆ บริษัทหลาย ๆ บริษัท (หนึ่งในนั้นก็คือ เบิร์กไชร์) จนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แล้วใช้อำนาจผู้ถือหุ้นใหญ่ ให้บริษัทดังกล่าวไปซื้อหุ้นบริษัทอื่น จนกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แล้วก็ทำวิธีการเดิมอีก ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ จนกลายเป็นเจ้าของกิจการโยงใยจนน่าทึ่ง ก่อนที่จะใช้กลยุทธ์ การขายกิจการต่าง ๆ ทิ้งทีละบริษัท แล้วนำทุนมารวมกันอีกครั้ง
ค่อย ๆ รวม กันจนกลายเป็นบริษัทเดียว ทำต่ือเนื่องกันยาวนานเป็นสิบปี จนสินทรัพย์มีขนาดใหญ่โตขึ้น
เรื่องราวข้างต้น ถือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้เท่านั้น ยังมีประเด็นที่น่าสนใจอื่นที่เรายังพบได้อีกมากมาย ไม่่ว่าจะเป็นเรื่องตอนเริ่มต้นชีวิตการทำงานของตัววอร์เรน (ที่แตกต่างจากคนอื่นในยุคเดียวกันมากหรือแม้แต่ในสมัยนี้ก็ตาม คือ ไม่สนใจบริษัทใหญ่ ๆ เลย)
ความสัมพันธ์ของตัวเขา กับอาจารย์ที่เขาบูชา คือ เบน เกรแฮม ไปจนถึง ต้ัวเขากับพ่อ แม่ และพี่น้อง
อ่านดูคร่าว ๆ แล้ว ดูน่าสนใจไหมครับ
สุรศักดิ์ อัครอารีสุข
ผู้ให้คำแนะนำการลงทุนตราสารซับซ้อนประเภท 1 (IC Complex 1)
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์.
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์.
วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
Why Teach For Thailand
นายสุรศักดิ์ อัครอารีสุข
173 ถนนนครราชสีมา ดุสิต กรุงเทพฯ 10300
e-mail : surasakdota@crownpropertydotordotth
http://surasak-akkaraareesuk.blogspot.com/
...หลายวันก่อน ได้มีโอกาสเปิดดู Youtube ในเรื่อง Why Teach For Thailand ตาม Link ด้านล่างครับ ซึ่งใช้การสัมภาษณ์ ผู้บริหารระดับสูง ทั้งในภาครัฐและเอกชน ผู้บริหารรุ่นใหม่ และนักคิดทางสังคม ความยาวประมาณ 7 นาที สำหรับมุมมองที่มีต่อโครงการดังกล่าว รู้สึกมีเนื้อหาสาระที่ดีมากทีเดียว จึงขอสรุป และนำมา โพสต์ ไว้ในบล็อกนี้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการทำงาน รวมถึงเพื่อแบ่งปันแก่ผู้ที่สนใจด้วยครับ ... เนื้อหา ตามที่ได้สรุปไว้ครับ ...
เรื่องของการศึกษาในประเทศไทย
ถือเป็นบ่อเกิดหรือต้นตอของปัญหาหลายอย่าง
ที่ประเทศชาติของเรากำลังประสบอยู่ในขณะนี้
คนของเราต้องได้รับการพัฒนา
ทรัพยากรมนุษย์ต้องได้รับการพัฒนาอย่างรีบเร่ง เพราะฉะนั้นการศึกษาที่มีคุณภาพ โดยบุคลากรที่มีคุณภาพ จำเป็นอย่างยิ่ง
ภายในอีกปีหนึ่ง (2015) ก็จะเปิดเขตเศรษฐกิจเสรีอาเซียน Competitiveness ของประเทศไทย อาจจะเริ่มถดถอยลงหรือไม่ ในขณะที่หลาย ๆ ประเทศรอบข้างเรา กำลังวิ่งเร็วขึ้น
เราจำเป็นที่จะต้องมีความสามารถที่จะคิดนอกกรอบ เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ และสามารถที่จะคิดไปถึงอนาคตได้ ซึ่งการที่จะคิดไปถึงอนาคตที่ไกล ๆ ไม่ใช่เพียงแค่มองเห็นภาพจากหนังสือและตำราเรียนเพียงเดียว แต่ยังต้องเข้าใจถึงความสัมพันธ์ ความเชื่อมโยง หลักตรรกะ เหตุผล ของเรื่องต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
เป็นปัญหาที่มีมาโดยตลอด ในเรื่องของการที่จะจัดให้ประชาชนในทุกระดับได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง และในคุณภาพที่จะทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้
เรื่องของการศึกษาเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน เรื่องของ Human to Human คือ ต้องมีแบบอย่างที่ดี
เรื่องของการศึกษา ที่สำคัญที่สุด คือ คุณครู ถ้าพวกเราได้ ครู ที่มีคุณภาพ นี่คือจุดเริ่มต้นของการศึกษา ที่ดีที่สุด
Teach For Thailand คือ ความริเริ่มที่เกิดขึ้น เพราะเขาต้องการที่จะเอาคนหนุ่มสาว ที่มี “จิตอาสา” และ “มีความเป็นเลิศ” ในตนเอง ต้องการสิ่งท้าทายในชีวิต และก่อนที่จะออกไปประกอบอาชีพ สละเวลาสัก 2 ปี เพื่อมาเรียนรู้ เพื่อมาประสบกับปัญหาต่าง ๆ ด้านการศึกษาของประเทศ นำเอาความเป็นเลิศของตัวเอง ไปเฉลี่ย ไปแบ่ง ให้กับน้อง ๆ ที่อาจจะไม่มีโอกาสเหมือนเรา
น้อง ๆ ที่เข้ามาเป็นครูในโครงการ Teach For Thailand มาพร้อมกับแรงบันดาลใจ ที่จะมีส่วนช่วยในการพัฒนาการศึกษา เป็นตัวอย่าง เป็นต้นแบบให้กับเด็ก ๆ จำนวนมากที่อาจจะขาดโอกาสการเข้าถึงครู
อาจจะเหมือนการเสียเวลา แต่ คือ การลงทุน เป็นการสร้างประสบการณ์ ที่มากกว่าการเรียน MBA มากกว่าอะไรทั้งสิ้น เพราะครูสอนไม่ได้เพียงแค่ ทักษะ แต่คือ สอนชีวิต ทุก ๆ วัน คือ 1 Chapter เป็น บทเรียนใหม่ เสมอ เพราะโลกเปลี่ยนแปลงทุกวัน
ทุกวันนี้ เวลาทำงาน เหมือนตนเองเป็น ครูใหญ่ เวลาบริหารธุรกิจต้องใช้ Skill หลาย ๆ อย่าง ... อดทนด้วย สอนด้วย Motivate ด้วย ทุกอย่าง เพื่อทำให้เขารู้ว่ามาที่นี่เพื่ออะไร เหมือนกัน ถ้าครูมาเพื่อนักเรียน สอนนักเรียนเพื่ออนาคตที่ดี ตรงนี้ สำคัญที่สุด
การยืนขึ้นพูด เป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง คือ เป็นความสามารถที่ สื่อความ ให้กับหลาย ๆ คน เข้าใจได้ เป็น ศาสตร์ ที่ใช้ได้ในทุกงานในชีวิต การที่สามารถลุกขึ้น ชี้แจง ให้ทุกคนฟังได้เอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ถือเป็นการฝึกฝนที่ดี
โอกาสที่ได้มาเป็นครู ในโครงการ Teach For Thailand ในช่วง 2 ปี เป็นโอกาสที่จะได้เข้าไปทดลองที่จะรู้จักตนเอง ได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาที่สำคัญของคนไทย และที่สำคัญ น้อง ๆ จะได้มีโอกาสเป็นสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เด็ก ๆ ที่เป็นอนาคตของประเทศ
ในฐานะของคนที่เป็น ผู้บริหารในภาคธุรกิจ เรามองว่า คนที่มีคุณภาพอย่างนี้ คนที่มีประสบการณ์ขนาดนี้ คือ คนที่เราต้องการ ซึ่งตำราสอนไม่ได้
รู้สึกชื่นชม และ ภูมิใจ กับลูกหลานที่มีความตั้งใจดี ที่จะทำงานที่ เผื่อแผ่ ไปถึงคนอื่น สิ่งต่าง ๆ ที่ตนเองได้ดีมาแล้ว
ผู้ที่ได้เข้าไปเป็นครูในโครงการ Teach For Thailand จะเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้ เป็นประสบการณ์ที่ต่างไปจากเพื่อนรุ่นเดียวกัน
อยากสนับสนุนให้ผู้ที่เรียนจบใหม่ เข้ามาร่วมโครงการนี้ ไม่ต้องลังเล
คนประเภทนี้แหละ ที่จะสามารถพัฒนาต่อไป เป็นผู้นำขององค์กร และเป็นอนาคตที่ดีของชาติได้
การที่ลูกหลานของเรา ได้มีโอกาสมอบ 2 ปี ในวัยหนุ่มสาว ให้กับโครงการในลักษณะนี้ ซึ่งเป็นโครงการเพื่ออนาคต เป็นโครงการเพื่อเพื่อนร่วมชาติที่ด้อยโอกาส คิดว่าเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด เป็นคุณค่าที่จะเป็นแรงบันดาลใจ แรงดลใจให้กับหนุ่มสาวเหล่านี้ มีความผูกพันกับสังคมและประเทศชาติของเรามากยิ่งขึ้น
173 ถนนนครราชสีมา ดุสิต กรุงเทพฯ 10300
e-mail : surasakdota@crownpropertydotordotth
http://surasak-akkaraareesuk.blogspot.com/
...หลายวันก่อน ได้มีโอกาสเปิดดู Youtube ในเรื่อง Why Teach For Thailand ตาม Link ด้านล่างครับ ซึ่งใช้การสัมภาษณ์ ผู้บริหารระดับสูง ทั้งในภาครัฐและเอกชน ผู้บริหารรุ่นใหม่ และนักคิดทางสังคม ความยาวประมาณ 7 นาที สำหรับมุมมองที่มีต่อโครงการดังกล่าว รู้สึกมีเนื้อหาสาระที่ดีมากทีเดียว จึงขอสรุป และนำมา โพสต์ ไว้ในบล็อกนี้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการทำงาน รวมถึงเพื่อแบ่งปันแก่ผู้ที่สนใจด้วยครับ ... เนื้อหา ตามที่ได้สรุปไว้ครับ ...
สรุปจาก
Why Teach For
Thailand : ทำไมถึงควรสอนเพื่อประเทศไทย
ภายในอีกปีหนึ่ง (2015) ก็จะเปิดเขตเศรษฐกิจเสรีอาเซียน Competitiveness ของประเทศไทย อาจจะเริ่มถดถอยลงหรือไม่ ในขณะที่หลาย ๆ ประเทศรอบข้างเรา กำลังวิ่งเร็วขึ้น
เราจำเป็นที่จะต้องมีความสามารถที่จะคิดนอกกรอบ เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ และสามารถที่จะคิดไปถึงอนาคตได้ ซึ่งการที่จะคิดไปถึงอนาคตที่ไกล ๆ ไม่ใช่เพียงแค่มองเห็นภาพจากหนังสือและตำราเรียนเพียงเดียว แต่ยังต้องเข้าใจถึงความสัมพันธ์ ความเชื่อมโยง หลักตรรกะ เหตุผล ของเรื่องต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
เป็นปัญหาที่มีมาโดยตลอด ในเรื่องของการที่จะจัดให้ประชาชนในทุกระดับได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง และในคุณภาพที่จะทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้
เรื่องของการศึกษาเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน เรื่องของ Human to Human คือ ต้องมีแบบอย่างที่ดี
เรื่องของการศึกษา ที่สำคัญที่สุด คือ คุณครู ถ้าพวกเราได้ ครู ที่มีคุณภาพ นี่คือจุดเริ่มต้นของการศึกษา ที่ดีที่สุด
Teach For Thailand คือ ความริเริ่มที่เกิดขึ้น เพราะเขาต้องการที่จะเอาคนหนุ่มสาว ที่มี “จิตอาสา” และ “มีความเป็นเลิศ” ในตนเอง ต้องการสิ่งท้าทายในชีวิต และก่อนที่จะออกไปประกอบอาชีพ สละเวลาสัก 2 ปี เพื่อมาเรียนรู้ เพื่อมาประสบกับปัญหาต่าง ๆ ด้านการศึกษาของประเทศ นำเอาความเป็นเลิศของตัวเอง ไปเฉลี่ย ไปแบ่ง ให้กับน้อง ๆ ที่อาจจะไม่มีโอกาสเหมือนเรา
น้อง ๆ ที่เข้ามาเป็นครูในโครงการ Teach For Thailand มาพร้อมกับแรงบันดาลใจ ที่จะมีส่วนช่วยในการพัฒนาการศึกษา เป็นตัวอย่าง เป็นต้นแบบให้กับเด็ก ๆ จำนวนมากที่อาจจะขาดโอกาสการเข้าถึงครู
อาจจะเหมือนการเสียเวลา แต่ คือ การลงทุน เป็นการสร้างประสบการณ์ ที่มากกว่าการเรียน MBA มากกว่าอะไรทั้งสิ้น เพราะครูสอนไม่ได้เพียงแค่ ทักษะ แต่คือ สอนชีวิต ทุก ๆ วัน คือ 1 Chapter เป็น บทเรียนใหม่ เสมอ เพราะโลกเปลี่ยนแปลงทุกวัน
ทุกวันนี้ เวลาทำงาน เหมือนตนเองเป็น ครูใหญ่ เวลาบริหารธุรกิจต้องใช้ Skill หลาย ๆ อย่าง ... อดทนด้วย สอนด้วย Motivate ด้วย ทุกอย่าง เพื่อทำให้เขารู้ว่ามาที่นี่เพื่ออะไร เหมือนกัน ถ้าครูมาเพื่อนักเรียน สอนนักเรียนเพื่ออนาคตที่ดี ตรงนี้ สำคัญที่สุด
การยืนขึ้นพูด เป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง คือ เป็นความสามารถที่ สื่อความ ให้กับหลาย ๆ คน เข้าใจได้ เป็น ศาสตร์ ที่ใช้ได้ในทุกงานในชีวิต การที่สามารถลุกขึ้น ชี้แจง ให้ทุกคนฟังได้เอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ถือเป็นการฝึกฝนที่ดี
โอกาสที่ได้มาเป็นครู ในโครงการ Teach For Thailand ในช่วง 2 ปี เป็นโอกาสที่จะได้เข้าไปทดลองที่จะรู้จักตนเอง ได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาที่สำคัญของคนไทย และที่สำคัญ น้อง ๆ จะได้มีโอกาสเป็นสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เด็ก ๆ ที่เป็นอนาคตของประเทศ
ในฐานะของคนที่เป็น ผู้บริหารในภาคธุรกิจ เรามองว่า คนที่มีคุณภาพอย่างนี้ คนที่มีประสบการณ์ขนาดนี้ คือ คนที่เราต้องการ ซึ่งตำราสอนไม่ได้
รู้สึกชื่นชม และ ภูมิใจ กับลูกหลานที่มีความตั้งใจดี ที่จะทำงานที่ เผื่อแผ่ ไปถึงคนอื่น สิ่งต่าง ๆ ที่ตนเองได้ดีมาแล้ว
ผู้ที่ได้เข้าไปเป็นครูในโครงการ Teach For Thailand จะเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้ เป็นประสบการณ์ที่ต่างไปจากเพื่อนรุ่นเดียวกัน
อยากสนับสนุนให้ผู้ที่เรียนจบใหม่ เข้ามาร่วมโครงการนี้ ไม่ต้องลังเล
คนประเภทนี้แหละ ที่จะสามารถพัฒนาต่อไป เป็นผู้นำขององค์กร และเป็นอนาคตที่ดีของชาติได้
การที่ลูกหลานของเรา ได้มีโอกาสมอบ 2 ปี ในวัยหนุ่มสาว ให้กับโครงการในลักษณะนี้ ซึ่งเป็นโครงการเพื่ออนาคต เป็นโครงการเพื่อเพื่อนร่วมชาติที่ด้อยโอกาส คิดว่าเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด เป็นคุณค่าที่จะเป็นแรงบันดาลใจ แรงดลใจให้กับหนุ่มสาวเหล่านี้ มีความผูกพันกับสังคมและประเทศชาติของเรามากยิ่งขึ้น
“สร้างอนาคตให้เด็กไทย สร้างชาติไทยด้วยการศึกษา”
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)