วันพุธที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2553

บทบาทและหน้าที่ ของผู้บริหารโครงการ

สุรศักดิ์ อัครอารีสุข : surasak_cpb@yahoo.com
ผู้เขียนมีประสบการณ์และคลุกคลีในงานด้านนโยบายและแผนขององค์กร และงานด้านการจัดการขององค์กรมามากกว่า 10 ปี และเป็นผู้ให้คำปรึกษาในการจัดทำโครงการแก่ผู้บริหารโครงการขององค์กร

ระเบียบวินัย คือ สะพาน ที่เชื่อมโยงระหว่าง “เป้าหมาย” ที่ได้ตั้งไว้ กับ “ความสำเร็จ” ที่เกิดขึ้นจริง

ภาพซ้าย ; ผู้เขียนกับผู้บริหารโครงการ ในการลงไปสัมผัสกับประเด็นต่าง ๆ ในพื้นที่ของโครงการ

ผู้บริหารโครงการ นั้น อาจจะมีการเรียกขานในแต่ละหน่วยงานแตกต่างกันไป อาจจะกำหนดให้เป็นบุคคล หรือหน่วยงานที่ได้มีการจัดตั้งขึ้นมาเพื่อบริหารโครงการนั้น ๆ ก็ได้ ซึ่งหัวหน้าหน่วยงานนั้นก็คือผู้บริหารโครงการนั่นเอง บางหน่วยงานก็อาจจะใช้คำว่าผู้รับผิดชอบโครงการ ซึ่งบทบาทและหน้าที่ก็ไม่แตกต่างกันแต่อย่างใด

ผู้บริหารโครงการ มักจะมีคุณลักษณะที่สำคัญและจำเป็นอยู่ในตัวที่คล้าย ๆ กัน คือ มีรูปแบบการทำงานในลักษณะของ Adaptive Work หมายถึง การทำงานที่อาศัยการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ การเรียนรู้แนวทางปฏิบัติใหม่ๆ จากปัญหาที่พบ นำปัญหาที่พบมานิยามเพื่อทำความเข้าใจและใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงงานของทีมงาน

มาในวันนี้ ผู้เขียนจะขอนำเสนอในเรื่องของ บทบาทและหน้าที่ ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของผู้บริหารโครงการ สำหรับให้ผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงานใหม่ ๆ มาลองเรียนรู้ในลักษณะของความหมายที่เป็นภาพโดยรวมกันดู คือ

การบริหารภาวะผู้นำให้กับทีมงาน โดยนอกเหนือจากที่มีสถานะเป็นผู้นำให้กับทีมงาน ในการที่จะต้องคอยกระตุ้นทีมงานให้ตอบสนองไปยังเป้าหมายของโครงการอยู่แล้ว ยังรวมถึงการโน้มน้าวใจ หรือการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ทีมงาน ที่จะต้องกล้าเผชิญกับประเด็นปัญหาต่าง ๆ ที่พบ เผชิญกับภาวการณ์ต่าง ๆ ที่จะทดสอบทีมงานให้ทนต่อแรงเสียดทานจากสภาพแวดล้อมโดยรอบในการประสานงาน ทั้งในทีมงานเองและต่อปัจจัยที่มาจากภายนอกต่าง ๆ ในระหว่างการดำเนินโครงการ

ผู้บริหารโครงการ จึงเป็นเหมือนตัวแทนของฝ่ายจัดการ ที่จะต้องตอบโจทย์ในนโยบายที่ฝ่ายจัดการได้มอบให้ โดยใช้โครงการเป็นเครื่องมือ ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมาย นโยบาย หรือวิสัยทัศน์ ที่องค์กรได้กำหนดไว้

คุณลักษณะที่สำคัญ ของผู้บริหารโครงการจึงควรที่จะต้องมีลักษณะในการบริหารภาวะผู้นำได้ดีไปพร้อมกันด้วย ซึ่งน่าจะประกอบหลัก 5 ประการ ได้แก่

1. ต้องมองภาพรวมของโครงการให้ออก นั่นคือ ในฐานะผู้บริหารโครงการจะต้องมองให้เห็นถึงภาพรวมของโครงการได้ทั้งหมด จะต้องทราบเป็นอย่างดีว่า โครงการนี้เกิดขึ้นจากนโยบายหลักใดขององค์กร เป้าหมายของการดำเนินโครงการในครั้งนี้ตอบโจทย์ทั้งหมดของนโยบายดังกล่าวหรือไม่ มีสิ่งใดบ้างที่โครงการจะต้องดำเนินการให้ครอบคลุมจึงจะบรรลุเป้าหมายในครั้งนี้ได้ มีหน่วยงานหรือใครบ้างที่เราจะต้องดึงเข้ามาร่วมทำงานด้วยกัน ต้องมีความเข้าใจปัญหารวมทั้งพยายามที่จะทำความเข้าใจในปัญหาทั้งหมดของโครงการ และเมื่อเสร็จโครงการนี้แล้วยังต้องจัดทำโครงการใหม่เพิ่มเติมอีกหรือไม่

2. ต้องกระจายความรับผิดชอบไปยังทีมงานให้มากที่สุด เราอาจจะเคยพบเห็นมาไม่น้อย ผู้นำหรือหัวหน้างาน หรือผู้บริหารโครงการ จะเรียกอย่างไรก็แล้วแต่ ที่เมื่อทีมงานไม่สามารถทำงานให้บรรลุผลสำเร็จ หรือไม่อาจทำได้อย่างที่คาดหวังไว้ ผู้นำทีม มักจะดึงงานเหล่านั้นกลับมาทำเอง (เรื่องราวของการมีลิงมาเกาะที่ตัวหัวหน้า) ซึ่งนอกจากจะทำให้งานมาล้นมือผู้นำทีมหรือหัวหน้างานแล้ว ก็จะเป็นการลดทอนศักยภาพในการพัฒนาทีมงานของโครงการไปในตัวด้วย

ผู้บริหารโครงการ จึงควรที่จะต้องกระจายงานต่าง ๆ ของโครงการ ซึ่งได้มีการกำหนดไว้ในแผนการดำเนินงานไว้อยู่แล้ว ให้ทีมงานได้รับผิดชอบให้มากที่สุด เว้นแต่งานที่มีความจำเป็นเฉพาะตัวจริง ๆ เพื่อเป็นการฝึกให้ทีมงาน ได้เกิดการต่อยอดความคิดในการแก้ไขปัญหา พัฒนาศักยภาพของตนเอง ซึ่งจะต้องอาศัยระยะเวลา การสะสมประสบการณ์ การศึกษาหาความรู้ใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา จึงจะทำให้เกิดความมั่นใจทั้งต่อตัวผู้บริหารโครงการที่ได้กระจายงาน ทีมงานที่ได้รับมอบหมาย และความมั่นใจต่อเป้าหมายที่ได้วางไว้ว่าจะบรรลุอย่างแท้จริง

3. บริหารภาวะอารมณ์ของทีมงาน ในฐานะที่เป็นผู้นำของทีมงาน ผู้บริหารโครงการจึงต้องมีหน้าที่คอยสังเกตความรู้สึกและการตอบสนองของทีมงานด้วย ในบางครั้งทีมงานอาจจะต้องเผชิญความกดดันที่มาจากการประสานงานและสะสมไว้จนกลายเป็นความเครียด จนทำให้งานไม่สามารถดำเนินหน้าไปตามที่ได้กำหนดไว้

การบริหารภาวะอารมณ์ของทีมงาน เป็นเรื่องที่จะต้องทำอย่างเหมาะสม ให้เกิดความสมดุล เพราะหากเราเข้าไปจัดการเรื่องนี้มากเกินไป อาจจะทำให้เกิดลักษณะของการก้าวก่ายความรู้สึก และหากเราพิจารณาเรื่องนี้น้อยเกินไป ก็จะทำให้ทีมงานเกิดภาวะตรึงเครียดในงานที่ได้รับมอบหมายได้

4. มองที่เป้าหมายหลักของโครงการ ผู้บริหารโครงการ จำเป็นที่จะต้องคอยกระตุ้นเตือนให้ทีมงานได้พุ่งเป้าไปสู่ประเด็นที่เราได้กำหนดไว้เป็นเป้าหมายหลักของโครงการอยู่เป็นระยะ เพราะในระหว่างที่โครงการกำลังดำเนินการอยู่ เรามักจะพบประเด็นใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา

ประเด็นเหล่านี้ จะเป็นตัวที่ทำให้เกิดการเบี่ยงเบนจากเป้าหมายหลักของโครงการอยู่ตลอดเวลา เช่น ในเรื่องของระยะเวลาดำเนินโครงการที่ยาวนาน วิธีการปฏิบัติที่มีความยุ่งยากและซับซ้อน ความรู้สึกที่ได้รับเมื่อบรรลุเป้าหมายย่อย ๆ ของโครงการได้ จนคิดว่าโครงการดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว ประเด็นเหล่านี้ จะเป็นผลให้ทีมงานเกิดความรู้สึกที่จะหลีกเลี่ยงงานหลัก (หรือเป้าหมายหลักของโครงการ)

5. ให้ทีมงานได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น ในบางครั้ง การบริหารโครงการให้ดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้บริหารโครงการในฐานะผู้นำทีม จำเป็นที่จะต้องอาศัยทีมงานที่จะช่วยกันเสริมความคิด ร่วมกันหาสาเหตุของปัญหาที่พบในระหว่างการทำงาน ไปจนถึงการร่วมกันหาทางออกหรือแนวทางแก้ไขปัญหาในงานที่ทีมงานได้แสดงความเห็นร่วมกัน ว่าจะลงมือปฏิบัติกันอย่างไร จะมอบหมายกันอย่างไร และจะป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำขึ้นอีกได้อย่างไร

เป็นเหมือนการร่วมกัน “ระดมความคิด พิชิตปัญหา” ด้วยกัน ในบางครั้งอาจจะทำให้ผู้บริหารโครงการ ได้เรียนรู้ถึงแนวทางปฏิบัติใหม่ ๆ สามารถที่จะนำมาใช้กับงานทีทำอยู่ได้อย่างดียิ่งขึ้น

ดัดแปลงเนื้อหาจากบทความ "ภาวะผู้นำ" ของหนังสือ "หลังกำแพงฮาวาร์ด : เรียนรู้ความเป็นเลิศทางปัญญา” ของ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์

วันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2553

โครงการดูงานแดนลอดช่อง ตอน 2 ประโยชน์ที่เราได้รับในเรื่องของการจัดการชุมชนอยู่อาศัย

สุรศักดิ์ อัครอารีสุข : surasak_cpb@yahoo.com
ผู้เขียนมีประสบการณ์และคลุกคลีในงานด้านนโยบายและแผนขององค์กร และงานด้านการจัดการองค์กรมามากกว่า 10 ปี และเป็นผู้ให้คำปรึกษาในการจัดทำโครงการแก่ผู้บริหารโครงการขององค์กร

ภาพซ้าย : ลักษณะของลิฟท์ในอาคารที่อยู่อาศัย ที่ผู้เขียนและคณะดูงานได้ไปเยี่ยมชม จะสังเกตเห็นว่าตัวประตูลิฟท์เป็นครึ่งกระจก และมีกล้องวงจรปิด (มุมซ้ายบนเมื่อเราหันเข้าหาลิฟท์)

จากที่ได้กล่าวมาในตอนก่อน ส่วนที่สาม ที่ผู้เขียนจะขอกล่าวถึง เป็นเรื่องมุมมองในเรื่องของประโยชน์ที่เราได้รับจากโครงการที่เราไปดูงานในครั้งนี้ มีประเด็นที่มากมายพอสมควร ที่ผู้เขียนอยากจะขอมานำเสนอในตอนนี้ จะเป็นเรื่องของปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้แก่ประชาชน จนประสบความสำเร็จมาจนทุกวันนี้

ประเด็นแรก ที่เป็นปัจจัยส่งผลต่อความสำเร็จ ก็คือ การสร้างเครื่องมือให้แก่หน่วยงานที่ตนได้จัดตั้งขึ้นมารับผิดชอบงานดังกล่าวได้ใช้งาน ในที่นี้ก็คือการกำหนดเป้าหมาย “การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ” ของตัวประเทศสิงคโปร์เองครับ ซึ่งในปัจจุบันเราอาจจเรียกว่า “วิสัยทัศน์” ของประเทศก็ได้ครับ ประกอบด้วย
- มีนโยบายและการวางแผนการงานที่ชัดเจน รวมทั้งสามารถนำแผนงานที่ได้วางไว้มาปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- การจัดตั้งหน่วยงานขึ้นรับผิดชอบงานด้านต่าง ๆ (องค์กรอิสระภายใต้การกำกับดูแลของภาครัฐ-ถ้าในประเทศไทย ตาม กม.ใหม่ ก็คือ องค์กรมหาชน เช่น พอช.) ขึ้นมาบริหาร เพื่อความคล่องตัวในการบริหารงาน
- การสนับสนุนจากภาครัฐอย่างจริงจัง เช่น การอุดหนุนด้านงบประมาณ และการกำหนดข้อกฎหมายที่ชัดเจน ซึ่งอำนวยความสะดวกต่อผู้ปฏิบัติงาน เช่น กฎหมายการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาเมือง (Urban Redevelopment Authority)
- ประสิทธิภาพของ “คณะกรรมการชุมชน” ที่สามารถแบ่งเบาภาระการดูแลโดยตรงจากภาครัฐ


ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ก็คือเป้าหมายในระยะยาวของประเทศของเขา ที่จะทำให้ผู้ปฏิบัติได้ทราบอย่างชัดเจนและมีทิศทางว่า อะไรคือความต้องการของประเทศ พวกเขาจะต้องดำเนินการอย่างไร ทำไมจึงต้องทำอย่างนั้น มีเครื่องมืออะไรบ้างที่จะนำไปใช้งาน (เช่น กม.ต่าง ๆ ระบบคณะกรรมการชุมชน)

สภาพพื้นที่ของชุมชนในปัจจุบันของประเทศสิงคโปร์ คือผลงานที่ได้มีการพัฒนากันอย่างต่อเนื่อง และมีระยะเวลาในการพัฒนายาวนานไม่น้อยกว่า 30 ปี (ซึ่งในเนื้อหาที่เขาได้นำมาเสนอในพิพิธภัณฑ์ที่ผู้เขียนได้เห็น เขามักจะเริ่มต้นประวัติของประเทศเขาที่ปี 1960)

ประเด็นที่สองที่ผู้เขียนพบ ก็คือ ความโดดเด่นในเรื่องของการนำวิสัยทัศน์ไปปฏิบัติเป็นแผนเชิงกลยุทธ์ ก็คือ “การส่งเสริมในเรื่องของทำประชาสัมพันธ์ และการทำความเข้าใจให้แก่มวลชนของประเทศ” ของเขาเอง ซึ่งผู้เขียนได้เคยสรุปไว้ดังนี้ครับ

ความสำเร็จในนโยบายด้านการจัดการ “ด้านที่อยู่อาศัย” ของประเทศสิงคโปร์ นั้น เกิดขึ้นจากการวางกรอบนโยบายและการจัดทำแผนแม่บทในการพัฒนาในด้านที่อยู่อาศัยอย่างชัดเจน มีวัตถุประสงค์เพื่อองค์รวมของประเทศ เป็นผลให้ทุกหน่วยงานภาครัฐ อันได้แก่ หน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบโดยตรง เช่น HDB URA หรือ Marine Parade Town Council

และหน่วยงานที่คอยให้การสนับสนุน เช่น หน่วยงานด้านกระบวนการยุติธรรม (ศาล) สามารถกำหนดยุทธศาสตร์ที่จะมุ่งไปสู่เป้าหมายได้อย่างชัดเจนและสอดคล้องกัน โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ในการ “ประชาสัมพันธ์” เพื่อสร้างความเข้าใจ การยอมรับและความพึงพอใจในแนวนโยบายการพัฒนาที่รัฐได้นำเสนอแก่ประชาชน ให้ประชาชนได้รับทราบถึงความจำเป็นของภาครัฐ ที่จะต้องกำหนดนโยบายการพัฒนาดังกล่าว ออกมาในลักษณะที่ได้นำเสนอให้ประชาชนได้พิจารณาร่วมกัน ซึ่งถือได้ว่าเป็น “จุดแข็ง” ของประเทศสิงคโปร์ทีเดียว เช่น

ภาพขวา : ลักษณะของห้องแสดงเรื่องราวต่าง ๆ ที่เขาได้รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ทั้งโมเดล เรื่องราวอย่างย่อตามลำดับ ห้องจัดฉาย VCD ในรูปแบบของ การรับฟังเสียงประชามติ (Public Hearing) และได้จัดให้ทั้งประชาชนทั่วไป รวมทั้งดึงเอาเยาวชนทุกระดับเข้ามาดู ศึกษา เรียนรู้ เพื่อความเข้าใจในเป้าหมายของประเทศในสิ่งที่ได้ทำไป

1.) การนำเสนอ ขั้นตอนของการเริ่มต้นการพัฒนา หน่วยงานผู้รับผิดชอบร่วมกันในการทำประชาพิจารณ์ (Public Hearing) โดยเป็นการทำประชาพิจารณ์ในลักษณะ เพื่อรับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชน เพื่อนำมาร่วมกันพิจาณาและกำหนด “ทางเลือก” ในการพัฒนาที่เหมาะสม รวมทั้งต้องสอดคล้องกับแนวนโยบายของประเทศมากที่สุด (มีการทำเป็นภาพยนตร์ VCD ให้ดูเข้าใจง่าย สอดแทรกนโยบาย วัตถุประสงค์และความจำเป็นในการพัฒนาของประเทศได้อย่างชัดเจน จัดฉายและเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชมอย่างทั่วถึง ณ สำนักงานใหญ่ของ URA)

2.) การกำหนดให้มีหน่วยงาน ที่ทำหน้าที่คอยให้ข้อมูลแก่ประชาชน ในลักษณะข้อเท็จจริงเชิงเปรียบเทียบ สอดคล้องกับสภาวการณ์ของประเทศ เป็นลักษณะ “พิพิธภัณฑ์หรือจัดนิทรรศการ” เช่น URA HDB เป็นต้น ทำให้ให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสเข้าร่วมชมอย่างอิสระ ร่วมรับฟังถึงแนวนโยบายในการพัฒนาของภาครัฐ ได้รับทราบถึงวิสัยทัศน์ของประเทศ

ทั้งในรูปแบบการสร้างสื่อ “ภาพยนตร์” ที่เป็นตัวแสดงข้อมูลให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาด้านที่อยู่อาศัยของประเทศ ลำดับเหตุการณ์ในการพัฒนา การจัดทำข้อมูลเป็น “แผ่นพับ” ซึ่งบรรจุข้อมูลต่าง ๆ ที่กระชับชัดเจนและสามารถหาอ่านได้ทั่วไปในหน่วยงานที่รับผิดชอบ การจัดทำ Website เป็นสื่อกลางในการติดต่อกับชาวชุมชน รวมทั้งการสร้างภาพจำลองทั้งในรูปแบบ “โมเดลประเทศ” และ “โมเดลของชุมชน” ให้ประชาชนได้เห็นทั้งภาพของอดีตขณะที่ยังไม่มีการพัฒนา และภาพของอนาคตหากได้รับการพัฒนาจนแล้วเสร็จ

ภาพซ้าย : โมเดลของทั้งเกาะสิงคโปร์ ในห้องจัดแสดงที่เขาได้นำเสนอให้ผู้เข้ามาเยี่ยมชม

3.) การเปิดโอกาสให้เยาวชน (นักเรียน-นักศึกษา) เริ่มตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาซึ่งเป็นอนาคตของประเทศ เข้ามาร่วมรับรู้ข้อมูลในข้างต้น อันเป็นการปลูกฝังความรู้ ความเข้าใจ และความจำเป็น ถึงแนวทางการพัฒนาดังกล่าว ที่มีวัตถุประสงค์และประโยชน์ที่เกิดขึ้นในภาพรวมของประเทศ ในรูปแบบของการ “ทัศนศึกษา”

ประเด็นที่สาม สิงคโปร์ได้ใช้ “การกำหนดแผนการพัฒนาที่ลงไปในระดับรายละเอียด” เป็นเหมือนทั้งข้อบังคับและแนวทางปฏิบัติ เพื่อให้ชุมชนสามารถนำไปใช้งานและปฏิบัติได้อย่างชัดเจน หรือนำไปเป็นแนวทางหลักในการพัฒนาชุมชนทุก ๆ ชุมชน (ที่ยังไม่ได้เริ่มต้น) ให้มีทิศทางเดียวกันในทุกชุมชน คือ

1.) การกำหนดให้ชุมชนที่อยู่อาศัยทุกแห่ง จะต้องมีการปรับปรุงสภาพอาคารให้ดูใหม่อยู่เสมอ ซึ่งเป็นผลทางจิตใจแก่ผู้อยู่อาศัยเป็นอย่างมาก โดยให้ร่วมกันดูแลรักษาที่อยู่อาศัยของตนเอง เช่น การทาสีอาคารทุก 5 ปี

2.) การสร้างทางเดินเชื่อมต่อระหว่างอาคาร โดยสร้างเป็นทางเดินเรียบพื้นและมีหลังคาป้องกันแดด-ฝน บนพื้นที่ส่วนกลางซึ่งมีความเป็นระเบียบและงดงามเหมาะสมกับแต่ละสภาพของชุมชนอยู่อาศัย

3.) การกำหนดให้จัดสรรพื้นที่ส่วนกลางอย่างน้อยส่วนหนึ่งในแต่ละชุมชน จะต้องเป็นพื้นที่สวนสาธารณะ เพื่อให้ชาวชุมชนมีที่พักผ่อนและออกกำลังกาย เป็นสถานที่ที่แต่ละครอบครัวสามารถมาใช้เวลาร่วมกันได้

4.) การกำหนดผู้อยู่อาศัยในด้านเชื้อชาติที่แตกต่างกัน อยู่ร่วมในชุมชนเดียวกันตามสัดส่วนที่เหมาะสม โดยทางภาครัฐเป็นผู้กำหนด เช่น ในอาคารอยู่อาศัยทุก ๆ 10 ห้อง อาจจะมีคนเชื้อชาติจีน 8 ห้อง เชื้อชาติมาเลย์ เชื้ออินเดีย อย่างละ 1 ห้อง เพื่อให้เกิดความผสมผสานกันในเชิงวัฒนธรรม อันเป็นเอกลักษณ์ของประเทศสิงคโปร์

ประเด็นที่สี่ การกำหนด “รูปแบบ” การบริหารจัดการชุมชน ภายหลังที่ได้มีการพัฒนาเชิงกายภาพเสร็จสิ้นแล้ว อันเป็นแนวทางที่จะให้ชุมชนอยู่ร่วมกัน อย่างมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

1.) การผลักดันให้ชุมชนที่ได้รับการพัฒนาเชิงกายภาพแล้ว ให้สามารถดูแลตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้แต่ละชุมชนมี “คณะกรรมการบริหารชุมชน” ในลักษณะของการจัดตั้งองค์กรขึ้นใหม่มาบริหารในรูปแบบที่เรียกว่า Town Council รวมทั้งกำหนดให้เจ้าหน้าที่ในระดับผู้ปฏิบัติงาน มีส่วนร่วมในการบริหารชุมชนตนเองให้มากที่สุด เป็นการสร้างบทบาทและความสำคัญของตัวผู้ที่อยู่อาศัยในชุมชน และมีการจัดประชุมเป็นรายไตรมาส ซึ่งการประชุมดังกล่าวจะเป็นชี้แจงเรื่องนโยบายเชิงปฏิบัติ ที่ทางส่วนกลางต้องการแจ้งให้ทราบ พร้อมทั้งสอดแทรกการติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานเข้าไว้ด้วย

2.) การให้ความสำคัญในเรื่อง “ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน” ในทุกชุมชนอยู่อาศัย เช่น
การสร้างลิฟท์ใช้งานในอาคารอยู่อาศัย ให้มีลักษณะเป็นประตูครึ่งกระจก มองเห็นจากภายนอก มีกล้องวงจรปิด และไม่อยู่ในที่ลับตา
การจัดเตรียมพื้นที่ป้องกันปัญหาเพลิงไหม้ คือ พื้นที่ที่จัดเป็นพื้นที่ส่วนกลาง (สวนสาธารณะ) จะวาง “หลักสี” เป็นจุดสังเกตให้รถดับเพลิงสามารถเข้าสู่พื้นที่ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว (สำหรับตอนกลางคืน)

3.) การบริหารจัดการพื้นที่ส่วนกลางให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดแก่ชุมชน เช่น
การกำหนดให้อาคารพักอาศัยที่อยู่ติดกันของชุมชน สามารถใช้ลิฟท์ร่วมกันได้ ทำให้มีการสร้างลิฟท์ใช้งานจำนวนไม่มากเมื่อเปรียบเทียบกับอาคารพักอาศัย แต่ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การจัดเตรียมพื้นที่ตากผ้า สำหรับผู้อยู่อาศัยในแต่ละห้องได้อย่างมีระเบียบ (คล้าย ๆ กับฮ่องกง คือ เป็นไม้ยื่นยาวออกไปจากตัวอาคาร-ผู้เขียน) เป็นการนำพื้นที่ใช้สอยมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
การจัดให้มีจุดบริการในลักษณะ One Stop Service โดยการจัดตั้งจุดบริการด้านต่าง ๆ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ชาวชุมชนอยู่อาศัย เช่น จุดรับชำระค่าเช่า ค่าผ่อนชำระ ค่าบริหารส่วนกลาง รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่จุดให้บริการเปิดเงื่อนไขให้รับชำระได้ ซึ่งรวมถึงการชำระผ่านหน่วยงานประเภท ไปรษณีย์ ธนาคาร จะมีภาพสัญลักษณ์ให้ง่ายต่อการสังเกต

ข้อสังเกตเพิ่มเติม ที่ผู้เขียนได้รับทราบ (จากไกด์นำทาง) ในระหว่างการดูงานในครั้งนี้ ก็คือ ประสิทธิภาพในการจัดที่อยู่อาศัยในแก่ประชาชน มีอัตราส่วนที่น่าสนใจ นั่นคือ กลุ่มที่ยังไม่มีที่อยู่อาศัยมีอัตราส่วนที่น้อยมาก (ซึ่งต้องขอโทษผู้อ่านมา ณ ที่นี้ ที่ไม่มีข้อมูลในเรื่องของอัตรส่วนที่ว่าน้อยมากนั้น มีจำนวนเท่าไรและเปรียบเทียบกับอะไร)
ในส่วนขององค์กรที่ผู้เขียนทำงานอยู่ ภายหลังเมื่อคณะเราได้กลับจากการดูงานแล้ว ทางฝ่ายจัดการก็ได้มีการนำประเด็นหลาย ๆ ด้าน ที่พบในการดูงานครั้งนี้ มาปรับใช้ในการกำหนดวิสัยทัศน์ขององค์กร รวมทั้ง ได้มีการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมา เพื่อรองรับต่อนโยบายและวิสัยทัศน์ที่ได้กำหนดขึ้น พร้อมทั้งได้จัดทำโครงการต่าง ๆ ขึ้นมาดำเนินงาน เพื่อให้บรรลุต่อวิสัยทัศน์ดังกล่าว ยกตัวอย่างเช่น

การกำหนดนโยบายด้านการพัฒนาชุมชนอยู่อาศัย บนพื้นที่ที่องค์กรเราดูแลอยู่ ก็ได้มีการกำหนดแนวทางใหม่ ๆ ขึ้นมา โดยเฉพาะในเรื่องของการพัฒนาที่อยู่อาศัยในชุมชนเป้าหมายที่เราได้กำหนดไว้ ได้นำแนวทางการมีส่วนร่วมของชาวชุมชนที่มากขึ้น คือ

การพยายามผลักดันให้ “คณะกรรมการชุมชน” ในแต่ละชุมชนเข้ามามีบทบาทเป็นตัวกลางที่จะคอยเชื่อมโยงระหว่างชาวชุมชนกับองค์กรของผู้ที่เข้ามาทำหน้าที่ในการพัฒนาพื้นที่ให้มากขึ้น รวมทั้งที่จะทำหน้าที่ในการบริหารจัดการชุมชนอย่างมีส่วนร่วมของชาวชุมชนเอง หรือการส่งเสริมให้แต่ละชุมชนที่ได้มีการพัฒนาได้อย่างดีแล้วจนสามารถเป็นชุมชนตัวอย่างได้ ยกระดับขึ้นมาเป็นกรณีศึกษาที่หน่วยงานอื่นหรือชุมชนอื่น จะขอเข้ามาศึกษาดูงานได้ หรือการกำหนดแนวทางที่จะปรับปรุงภุมิทัศน์ภายในชุมชน ให้มีลักษณะทางกายภาพที่ดูแล้วมีความสดใสแก่ชุมชนมากขึ้น เช่น โครงการทาสีอาคารที่มีสภาพอาคารทรุดโทรม (ภายนอก)

ทั้งนี้ เรายังขยายผลไปยังการจัดทำ "โครงการฟื้นฟูสภาพอาคารที่อยู่อาศัยเดิม" (Urban Renewal) ซึ่งถือเป็นชุมชนที่มีที่อยู่อาศัยเดิมอยู่แล้ว แต่มีสภาพพื้นที่ใช้สอยภายในอาคารที่มีสภาพทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลา โดยองค์กรเราได้มีการกำหนดเป้าหมายโดยใช้พื้นที่และระยะเวลาเป็นตัวแบ่งเป้าหมายออกเป็นส่วน ๆ ในการดำเนินโครงการ เป็นต้น

การกำหนดนโยบายด้านสังคม ที่เราได้เริ่มมีการกำหนดบทบาทในเรื่องของความร่วมมือกับองค์กรภาครัฐและกลุ่มเครือข่ายภาคประชาสังคมอื่น ๆ (ที่เราเรียกว่า “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย”) มากขึ้น นอกจากนี้ ก็ได้มีการกำหนดนโยบายด้านการให้ทุนการศึกษา (แก่ลูกหลานของชาวชุมชนบนพื้นที่) การสนับสนุนด้านกีฬา (การเชิญลูกหลานชาวชุมชนมาร่วมฝึกกีฬาโดยบุคลากรขององค์กร) การคัดเลือกหรือสรรหาอาสาสมัครจากบุคลากรในองค์กร ในการร่วมทำกิจกรรมอื่นทางสังคมโดยรวม เช่น การปลูกป่า เป็นต้น

เป็นอย่างไรบ้างครับ จากข้อมูลที่ผู้เขียนได้รับมาซึ่งได้นำเสนอมาข้างต้น ถือได้ว่า เป็นประโยชน์ที่เราได้รับอย่างมากมายจากการไปดูงานในครั้งนี้ นอกเหนือจากองค์กรจะได้รับแล้ว ก็ยังทำให้ตัวผู้เขียนเองได้เปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้กว้างขวางยิ่งขึ้นไปอีกครับ

ในส่วนของการไปดูงานในครั้งที่สอง ผู้เขียนจะกลับมานำเสนอในตอนที่ 3 ครับ

วันพุธที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2553

โครงการดูงานแดนลอดช่อง ตอน 1 สิ่งที่เราได้เรียนรู้ในเรื่องการพัฒนาชุมชนที่อยู่อาศัย

สุรศักดิ์ อัครอารีสุข : surasak_cpb@yahoo.com
ผู้เขียนมีประสบการณ์และคลุกคลีในงานด้านนโยบายและแผนขององค์กร และงานด้านการจัดการองค์กรมามากกว่า 10 ปี และเป็นผู้ให้คำปรึกษาในการจัดทำโครงการแก่ผู้บริหารโครงการขององค์กร

ภาพซ้าย : ผู้เขียน (ซ้ายสุด) กับคณะดูงาน ถ่ายหน้าที่ทำการของ URA

คิดว่าทุกท่านในฐานะของคนทำงานคนหนึ่ง เมื่อได้ทำงานมาระยะหนึ่ง (คือ ประมาณ 5-10 ปี) ก็จะเริ่มที่จะมีภาพของความชำนาญและประสบการณ์ในงานที่ติดตาของฝ่ายบริหาร เช่น เป็นผู้มีความชำนาญและมีประสบการณ์ที่มากพอ ในเรื่องของนโยบายและแผน เรื่องทรัพยากรมนุษย์ เรื่องการประชาสัมพันธ์ ไปจนถึงงานที่เป็นธุรกิจหลักขององค์กรด้านต่าง ๆ

ผู้เขียนคิดว่า คนทำงานดังกล่าวทุกท่าน ก็คงต้องเคยได้รับมอบหมายจากฝ่ายจัดการ ให้เป็นตัวแทนหรือร่วมเป็นตัวแทนกับฝ่ายจัดการด้วยกัน ในการเดินทางไปดูงานในที่ต่าง ๆ ตามความชำนาญและประสบการณ์ของแต่ละท่านมาแล้วกันไม่น้อยเลยทีเดียว

บทความวันนี้ ผู้เขียนต้องการที่จะนำเสนอถึงประสบการณ์หลาย ๆ ด้าน ที่ผู้เขียนเคยได้รับจากการไปดูงานที่สำคัญ (ของตัวผู้เขียนเอง) ในช่วงระหว่างปี 2548-2551 ซึ่งผู้เขียนได้รับโอกาสจากหน่วยงานที่ทำงานอยู่ ให้ไปดูงานที่ประเทศสิงคโปร์จำนวนสองครั้ง

ครั้งแรกเป็นการศึกษาดูงานด้านการพัฒนา และการบริหารจัดการชุมชนอยู่อาศัย ของประเทศสิงคโปร์ เมื่อประมาณช่วงปลายปี 2548 ซึ่งหน่วยงานที่เราได้เข้าไปดูงานในครั้งนั้น จะเป็นองค์กรที่มีลักษณะกึ่งรัฐกึ่งเอกชน (ในประเทศไทยจะเป็นองค์กรที่เรียกว่า องค์กรมหาชน) เช่น URA HDB และ Town Council ซึ่งการไปดูงานในครั้งนั้น เป็นเรื่องของการกำหนดนโยบายโดยตรง มาจากฝ่ายจัดการขององค์กรที่ผู้เขียนทำงานอยู่

ในครั้งที่สองเป็นการดูงานในเรื่องของ IT เมื่อช่วงประมาณต้นปี 2551 โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัท HP ประเทศไทย บริษัท HP ดังกล่าว เป็นบริษัทที่ปรึกษาในงานด้าน IT ขององค์กรที่ผู้เขียนทำงานอยู่ ซึงในฐานะที่ปรึกษา ทางบริษัทจึงได้เสนอ ที่จะเป็นตัวกลางให้ตัวแทนจากองค์กรที่ผู้เขียนทำงาน ได้เข้าไปศึกษาและเรียนรู้ ถึงรูปแบบการใช้ระบบ IT ของบริษัทแม่ HP ณ ประเทศสิงคโปร์โดยตรง ทั้งในเรื่องของรูปแบบของเครื่องและแนวทางการติดตั้งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์แม่ข่าย การจัดวางรูปแบบของห้อง และสถานที่ตั้งของห้องที่เหมาะสม เป็นต้น

การไปดูงานที่สิงคโปร์ทั้งสองครั้ง แต่ละครั้งต่างได้รับความรู้ ที่สามารถนำมาเป็นแนวทางในการทำงานต่อเนื่องได้อย่างมากมายทีเดียว ผู้เขียนขอเริ่มต้นที่การดูงานในครั้งแรกก่อนครับ


การดูงานในครั้งแรก ได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมถึงในชุมชนอยู่อาศัย ถึงในระดับรากหญ้าของสิงคโปร์ (ที่ได้มีการพัฒนาและจัดสรรที่อยู่เรียบร้อยแล้ว) ซึ่งแต่ละชุมชน ต่างก็มี คณะกรรมการบริหารชุมชน ที่ได้รับการเลือกตั้งมาจากชาวชุมชนที่อาศัยอยู่ขึ้นมาบริหารชุมชนของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องของแนวคิด ที่จะทำให้องค์กรหรือกลุ่มโครงสร้างที่เป็นสื่อกลางระหว่างรัฐกับชาวชุมชนผู้อยู่อาศัยมีความเข้มแข็งโดยตัวของชุมชนเอง สังคมของชุมชนก็จะเข้มแข็ง)

หรือการแบ่งสีของแต่ละอาคารออกเป็นกลุ่ม ๆ ได้อย่างสดใส ซึ่งแต่ละสีของมีที่มาหรือความหมายในตัวของแต่ละอาคารเอง เช่น สื่อให้เห็นถึงอาคารใดที่เพิ่งเริ่มต้นสร้าง สร้างมานานแล้ว สามารถต่อเติม (Upgrade) เพิ่มเติมได้ภายหลัง หรือแม้กระทั่งลักษณะของกลุ่มอาคารที่มีการจัดสัดส่วนของคนแต่ละเชื้อชาติเข้าไปอาศัยร่วมกันในแต่ละอาคาร

ที่น่าสนใจมากก็คือ แม้กระทั่งนายกรัฐมนตรี นายโก๊ะ จก ตง หัวหน้ารัฐบาลของประเทศ (ณ ขณะนั้น) ก็มีที่มาจากการเริ่มต้นเป็นคณะกรรมการที่ทำหน้าที่ในการบริหารจัดการชุมชนแห่งนั้นด้วย ทำให้ได้เห็นและเข้าใจถึงความก้าวหน้าในทางการเมืองในระบบประชาธิปไตย ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่การเมืองในระดับท้องถิ่นจนมาถึงระดับชาติ ของคน ๆ หนึ่งได้อย่างดีทีเดียว

ที่น่าสนใจอย่างมากอีกอย่างก็คือ ในเรื่องของการ Upgrade ตัวอาคารพักอาศัย ถือเป็น Know How ใหม่สำหรับตัวผู้เขียนเอง คือ เพิ่งจะทราบเหมือนกันครับว่า อาคารอยู่อาศัยขนาดเกือบ 30 ชั้น เขาสามารถต่อเติมเพื่อขยายห้องออกไปได้ด้วย น่าทึ่งมากจริง ๆ ทั้งในเรื่องของเทคโนโลยีและรูปแบบที่เขานำมาใช้ในการต่อเติม และการวางแผนในระยะยาวสำหรับการก่อสร้างตัวอาคารขึ้นเพื่อรองรับครอบครัวขยายในอนาคต

จากการที่ได้ไปดูงานในครั้งแรก ทำให้เกิดความเข้าใจในตัวประเทศสิงคโปร์ที่มากขึ้น

คือ ภายใต้ภาพลักษณ์แห่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เขามีอยู่ เบื้องหลังแห่งการบ่มเพาะให้ประเทศเขามีภาพลักษณ์อย่างที่เราได้เห็นมาจนทุกวันนี้ ก็คือ กระบวนการภายในของประเทศเขา มีความลึกซึ้งอย่างมาก ทั้งในเรื่องของการกำหนดวิสัยทัศน์ด้านการจัดการที่อยู่อาศัยของประเทศที่เป็นภาพรวม การกำหนดหน่วยงานที่ขึ้นมาทำงานและรับผิดชอบในเรื่องเหล่านี้ การจัดทำแผนงานที่เป็นภาพใหญ่ของประเทศ และเป็นแผนระยะยาวไม่ต่ำกว่า 30 ปี ทำให้เข้าใจคำกล่าวที่ว่าการให้ความสำคัญที่ “คน” ของเขานั้นน่าทึ่งและลึกซึ้งมาก

ผู้เขียนขอบอกเล่าประสบการณ์ ในการไปดูงานในครั้งแรกก่อนครับ

ส่วนแรก ก็คือ ช่วงเตรียมการก่อนไปดูงาน

เนื่องจากการไปดูงานในครั้งนี้ เป็นนโยบายที่ได้รับจากผู้บริหารขององค์กรโดยตรง การเตรียมการจึงเป็นไปอย่างเข้มข้น มีการกำหนดตัวแทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ในองค์กร ที่มีความเกี่ยวข้องในงานที่ได้กำหนดเป้าหมายไปดูงาน จำนวนเกือบ 20 ท่านเลยทีเดียว ซึ่งถือได้ว่าเป็นคณะเดินทางที่มีขนาดใหญ่พอสมควร

ในขั้นต้น ผู้บริหารได้มีการเรียกตัวแทนที่ได้รับการคัดเลือกทั้งหมดเข้าประชุมร่วมกัน มีวัตถุประสงค์เพื่อการกำหนดนโยบายหรือเป้าหมายของคณะที่จะไปดูงานในครั้งนั้น คือ เป็นการลงไปดูในภาคปฏิบัติ (ก็คือเข้าไปสัมผัสในชุมชนที่เขาได้มีการพัฒนาแล้ว) เพื่อให้สามารถนำมาปรับใช้งานได้ ผ่านการจัดทำในรูปแบบของโครงการขององค์กรอีกครั้งหนึ่ง

ลำดับถัดมา เราก็ได้มีการติดต่อประสานงานไปยังสถานทูตไทยประจำสิงคโปร์ เพื่อขอความอนุเคราะห์ให้ช่วยติดต่อประสานงานไปยังหน่วยงานที่เราจะเข้าไปดูงาน ทั้งในเรื่องของ HDB URL และ Town Council อันเป็นการอำนวยความสะดวกในเบื้องต้น ก่อนการเข้าไปดูงานในลำดับถัดมา

จากนั้น เราก็ได้มีการจัดหาบริษัททัวร์ พร้อมด้วยไกด์ที่มีความชำนาญในเรื่องของการเดินทางภายในประเทศสิงคโปร์โดยรวม ซึ่งจะคอยทำหน้าที่คอยให้ข้อมูล นำทาง และอำนวยความสะดวกในการเดินทาง ให้กับคณะของเราในระหว่างการไปดูงานทั้งหมด

ส่วนที่สอง ช่วงระหว่างการดูงาน

คณะของเราต่างได้รับการต้อนรับอย่างดี จากสถานทูตไทยในประเทศสิงคโปร์ หลังจากนั้น เราก็เริ่มเดินทางไปเยี่ยมชมหน่วยงานที่เราได้กำหนดเป้าหมายไว้แล้วในวันที่สอง โดยเริ่มต้นกันที่ HDB เป็นหน่วยงานแรก

ลักษณะของ HDB ก็คล้าย ๆ กับการเคหะแห่งชาติของเรา แต่ของเขาอาจจะมีความทันสมัยอยู่ในตัวมากกว่าเราสักหน่อย เป็นหน่วยงานที่มีทั้งหน้าที่ในช่วงเริ่มต้นก่อสร้างไปจนถึงภายหลังเป็นชุมชนแล้ว คือ ตั้งแต่การก่อสร้างอาคารอยู่อาศัย การฟื้นฟูสภาพอาคารเดิม การสร้างสภาพแวดล้อมในชุมชน เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ ดูแลรับผิดชอบในด้านที่อยู่อาศัย อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพัฒนาแห่งชาติ ของประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมีหน้าที่และภารกิจหลักโดยสรุปก็คือ
1. จัดหาที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ ในราคาที่ประชาชนซื้อหาได้
2. สร้างและการฟื้นฟูสภาพความเป็นตัวเมือง
3. สนับสนุนงานด้านการก่อสร้างอาคารชุดสำหรับชุมชน


จุดเด่นของ HDB ก็คือ ดำเนินนโยบายด้านการสร้างบ้านไม่เพียงแต่ให้เป็นแค่ “ที่อยู่อาศัย” แต่สร้างบ้าน “ให้น่าอยู่และคนอยากอยู่ สร้างสิ่งแวดล้อมในชุมชน ให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน”

ลำดับถัดมา คณะของเราก็ไปเยี่ยมชม URA ลักษณะของหน่วยงาน เป็นหน่วยงานที่รัฐบาลสิงคโปร์ได้จัดตั้งขึ้น เพื่อรับผิดชอบการวางแผนเพื่อพัฒนาพื้นที่ชุมชนควบคู่ไปกับการอนุรักษ์อาคารเก่าที่ควรอนุรักษ์ ซึ่งมีหน้าที่และภารกิจหลักโดยสรุปก็คือ
1. วางแผนสร้างเมืองน่าอยู่ มีเอกลักษณ์
2. สร้างความเข้าใจกับชุมชนให้ตระหนักถึงความสำคัญของแผนงานและโครงการต่าง ๆ
3. ให้ความสำคัญด้านความต้องการของประชาชน


จุดเด่นของ URA ก็คือ ดำเนินนโยบายการพัฒนาเชิงอนุรักษ์ คือ การกำหนดรูปแบบการใช้ที่ดินให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการและความปลอดภัยของชุมชน รองรับการพัฒนาในอนาคต แต่ยังคงรักษาระดับ “คุณภาพชีวิต” ให้ดีได้

และในวันสุดท้าย (วันที่สาม) เราก็เดินทางไปเยี่ยมชมหน่วยงานอีกลักษณะหนึ่ง ที่เรียกตัวเองว่า Marine Parade Town Council ลักษณะของหน่วยงาน เป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นมีลักษณะเป็นนิติบุคคล เพื่อทำหน้าที่เข้าไปบริหารจัดการในพื้นที่ชุมชนที่ได้รับการก่อสร้างจนแล้วเสร็จ ประกอบด้วย การพัฒนาแหล่งที่พักอาศัย การพัฒนาพื้นที่ค้าขาย ตลาด และศูนย์อาหารในเมือง อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ HDB อีกลำดับหนึ่ง Marine Parade Town Council มีหน้าที่และภารกิจหลัก คือ
1. ดำเนินการตามแผนงานของ HDB
2. การปรัปบรุงสภาพแวดล้อมในแต่ละชุมชน เช่น ทาสี ตกแต่ง
3. การร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งผู้อยู่อาศัยในชุมชน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี

จุดเด่นของ Marine Parade Town Council ก็คือ
1. เป็นองค์กรที่มีตัวแทนจากภาครัฐและเอกชนเข้ามาร่วมกัน “บริหารและตัดสินใจ”
2. ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากภาครัฐ และมีการดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมถือหุ้น เพื่อสร้างสภาพคล่องในการบริหารจัดการ
3. เป็นผู้วางแผนพัฒนาการ Upgrade ของสภาพอาคาร (ที่ในตอนต้น ผู้เขียนได้กล่าวถึงเรื่องการที่เขาต่อเติมห้อง จากสภาพอาคารเดิมได้อย่างน่าทึ่งนั่นเอง)
4. วางวิสัยทัศน์ “ก้าวไปสู่การรับจ้างพัฒนาและบริหารในประเทศอื่น ๆ” (ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า เป็นลักษณะเด่นที่ถือเป็นความคิดเชิงก้าวหน้าอย่างมาก)

ทั้งหมดที่ผู้เขียนได้นำเสนอมานี้ ถือเป็นเรื่องของข้อมูล ทั้งในส่วนของการเตรียมตัวก่อนเดินทางของคณะดูงาน และข้อมูลที่ได้รับจากการไปดูงานในครั้งนี้ ซึ่งผู้เขียนยังมีประเด็นในเรื่องของแนวทางที่เราได้รับจากการไปดูงานในครั้งนี้ ที่อยากจะมานำเสนอในที่นี้ ว่าจากการดูงานในครั้งนี้เราได้อะไรบ้าง แล้วเราได้นำมาปรับใช้งานอย่างไรในองค์กรของเราบ้าง ซึ่งผู้เขียนจะมานำเสนอในครั้งหน้าครับ

วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

โครงการออมเงิน เวอร์ชั่น 2.1 เราจะได้รับประโยชน์อะไรจากการออมเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

สุรศักดิ์ อัครอารีสุข : surasak_cpb@yahoo.com
ผู้เขียนมีประสบการณ์และคลุกคลีในงาน ด้านนโยบายและแผนขององค์กร และงานด้านการจัดการองค์กรมามากกว่า 10 ปี และเป็นผู้ให้คำปรึกษาในการจัดทำโครงการแก่ผู้บริหารโครงการขององค์กร

แอปเปิ้ลมักออกผล หลังจากปลูกแล้ว 8-10 ปี (นิรนาม)

ภาพซ้าย : ผู้เขียน กับการเข้าร่วมรับฟังการประชุมเพื่อชี้แจงในเรื่องของการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในองค์กร เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2553 ที่ผ่านมา

ในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา ตัวผู้เขียนได้มีโอกาสพูดคุยในเรื่องเกี่ยวข้องกับการออมเงิน ทั้งในฐานะผู้ให้มุมมองในเรื่องนี้แก่เพื่อน ๆ และคนรู้จัก และการหาหนทางหรือวิธีการที่จะทำให้ตนเองมีรูปแบบการออมเงินใหม่ ๆ ขึ้นมาบ้าง

จากเรื่องราวดังกล่าว จึงทำให้ผู้เขียนเกิดความรู้สึกอยากจะนำประเด็นเรื่องเกี่ยวกับโครงการออมเงิน กลับมาพูดคุยให้แก่ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมในเว็บบล็อกของผู้เขียนได้รับทราบเพิ่มเติมอีกสักครั้งหนึ่ง

ก่อนอื่นก็ขอนำเสนอข่าวสารเล็ก ๆ ขององค์กรที่ผู้เขียนทำงานอยู่ให้ได้รับทราบ ก็คือ ในเร็ว ๆ นี้ องค์กรที่ผู้เขียนทำงานอยู่ จะมีการจัดตั้ง "กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ" ขององค์กรขึ้นเป็นครั้งแรก การจัดตั้งกองทุนฯ ขึ้นในครั้งนี้ ก็สืบเนื่องมาจากนโยบายที่ต้องการจะส่งเสริมให้เกิดการออมเงินอย่างจริงจังให้แก่บุคลากรในองค์กร ให้ทุกคนหันมาเอาใจใส่ในเรื่องของการออมเงินกันมากขึ้น

วัตถุประสงค์หลักของการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อย่างที่เราทราบกันดี คือ เพื่อให้ทุกคนมีเงินออมไว้ใช้จ่ายสำหรับตนเองในยามเกษียณ เพราะหากลำพังตัวเราเอง ใช้การออมเงินกับสถาบันการเงิน เช่น ธนาคาร อาจจะได้รับผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการออมในลักษณะนี้ได้อย่างไม่เต็มที่ เพราะต้องพึ่งพานโยบายด้านการเงิน คือ อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดขึ้นจากภาครัฐเป็นหลัก อีกทั้งการออมเงินอย่างเป็นจริงจังกับรูปแบบของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จะทำให้เรามีวินัยในการออมเงินที่สูงขึ้น มีเป้าหมายที่ชัดเจนขึ้น รวมถึงวิธีการที่จะนำไปสู่การออมเงินเหล่านั้นเป็นระบบมากขึ้น โดยอาศัย "มืออาชีพ" ที่เป็น บลจ. (บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน จำกัด) เข้ามาช่วยบริหารเงินออมของเรา ให้ได้รับผลประโยชน์และงอกเงยมากกว่าการฝากเงินธรรมดา

ผู้เขียนมีมุมมองต่อแนวทางการจัดตั้งกองทุนฯ ดังกล่าว เป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ แก่บุคลากรในองค์กรเป็นอย่างยิ่ง ทำให้บุคลากรทุก ๆ คน ต่างมีทางเลือกในการออมเงินที่มากขึ้น และที่สำคัญอาจจะทำให้หลาย ๆ ท่าน พัฒนาแนวคิดเรื่องการออมเงิน จากมุมมองที่ว่ามันเป็น "ทางเลือก" สามารถพัฒนาไปสู่ที่ว่าการออมเงินนั้นเป็นเรื่องของ "ความจำเป็น" มากขึ้น

หลาย ๆ ท่านที่อายุยังน้อย (โดยเฉพาะกลุ่มคนที่อายุต่ำกว่า 30 ปี) อาจจะมีมุมมองที่ว่า ณ ขณะนี้ การออมเงินยังไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับตัวเราเอง เพราะเหตุที่คิดว่าตนเองอายุยังน้อย ยังมีเวลาอีกยาวไกลในการทำงาน (คือ อายุงานไม่ต่ำกว่า 25 ปี) ยังมีมุมมองที่รู้สึกว่ามันไกลตัวเหลือเกิน อีกทั้งเงื่อนไขการออมเมื่อเข้าสู่กองทุน อาจจะทำให้ตนเองรู้สึกว่ามันเรื่องที่ "เข้มงวด" คือ ต้องถูกหักจากเงินเดือนเข้ากองทุนทุกเดือน ทำให้ตนเองอาจจะมีเงินไว้ใช้สอย-ใช้จ่าย ไม่เพียงพอในแต่ละเดือน

ผู้เขียนจึงขออนุญาตที่จะนำเสนอ "มุมมองใหม่ ๆ" ให้แก่ท่านผู้อ่านที่อายุยังน้อย ยังมีอายุงานและอายุตัวที่ยาวไกล ได้ลองพิจารณาดูเพื่อมองให้เห็นถึง "เสน่ห์" ของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่บางครั้งตัวเราเองอาจจะยังนึกไม่ออก ว่าทำไมเราต้องออมเงิน และการออมเงินกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมันดีอย่างไร และเราจะได้อะไรจากการออมเงินด้วยวิธีการนี้

มุมมองแรก การออมเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเปรียบเหมือน "การลงทุน" เป็นเหมือนแผนการลงทุนในระยะยาวของตัวเรา เพราะโดยปกติเราในฐานะคนทำงานกินเงินเดือน จะไม่มีโอกาสที่จะนำเงินไปลงทุนในแหล่งต่าง ๆ ได้อย่างง่าย ๆ ทั้งด้วยเหตุของการไม่มีข้อมูลที่เพียงพอ หรือตัวเราเข้าไม่ถึงข้อมูลเหล่านี้ เวลาที่ไม่เอื้ออำนวยให้กับตัวเราได้เข้าไปดูแล หรือทำความเข้าใจข้อมูลที่แม้จะมีอยู่มากมาย แต่ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่ทุกคนจะเข้าใจได้เหมือน ๆ กัน

เพราะโดยปกติเราต้องทำงานกินเงินเดือนให้ดีที่สุด การลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จึงแทบจะไม่แตกต่างอะไรจากการซื้อหน่วยลงทุนในบรรดาประเภทกองทุนรวมต่าง ๆ ที่มีการประกาศขายกันอยู่ดาษดื่นในตลาดทางการเงิน เพียงแต่ความเสี่ยงอยู่ในระดับต่ำมาก เพราะเจ้าของกองทุนโดยปกติแล้วก็แทบจะไม่อนุญาติให้ "ผู้จัดการกองทุน" ลงทุนในสิ่งที่มีความเสี่ยงสูงอยู่แล้ว อีกทั้งยังมี "คณะกรรมการบริหารกองทุน" ที่ทำหน้าที่คอยกำกับดูแลอยู่อีกชั้นหนึ่ง

มุมมองที่สอง การออมเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เปรียบเหมือนเราได้ "ว่าจ้างมืออาชีพมาดูแลและบริหารเงินออม" ของตัวเรา เพราะหากเราเพียงแค่นำเงินสดที่เราเก็บหอมรอบริบได้ไปฝากไว้ในธนาคาร เราะก็ไม่สามารถนำไปทำอะไรได้อีก ต้องพึ่งพาแต่เพียงดอกเบี้ยที่มาจากการกำหนดของภาครัฐ แต่การออมเงินไว้กับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จะทำให้เราได้มืออาชีพเข้ามาช่วยดูแล และคอยหาช่องทางในการนำเงินของกองทุนไปหาผลประโยชน์ที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยปกติได้

ซึ่งตามปกติแล้วตัวเราเองไม่สามารถที่จะไปทำสิ่งเหล่านี้ได้ง่าย ๆ เช่น การซื้อพันธบัตรจากรัฐบาลในวงเงินสูง ๆ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สูง การลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทใหญ่ ๆ เช่น ปตท. เป็นต้น หรือแม้กระทั่งการลงทุนในห้นสามัญของบริษัทใหญ่ ๆ ในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อที่จะได้รับผลตอบแทนสูง ๆ ก็ตาม (ทั้งในส่วนของเงินปันผล หรือส่วนต่างของราคาตลาดของหุ้นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์)

มุมมองที่สาม การออมเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทำให้เราได้รับ "สิทธิการลดหย่อนทางภาษีบางประการ" คือ การลดหย่อนภาษีเงินได้จากรายได้ประจำปีของตัวเรา ในปัจจุบันเราจะพบเห็นกองทุนรวมจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่ม RMF LTF ที่มักจะเชิญชวนให้เราเข้าซื้อกองทุนดังกล่าว กองทุนในลักษณะดังกล่าวจริง ๆ แล้ว ก็แทบจะไม่แตกต่างจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแต่อย่างใด เป็นเหมือนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้แก่คนที่มิได้ทำงานประจำ ได้มีโอกาสเข้าไปซื้อทั้งเพื่อการออมเงิน เพื่อการลงทุน และเพื่อการนำสิทธิดังกล่าวไปลดหย่อนภาษีของตัวเราเองได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งสิทธิดังกล่าวก็ไม่แตกต่างจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแต่อย่างใด

ซึ่งการใช้สิทธิลดหย่อนทางภาษีที่ได้กล่าวไว้นั้น ก็จะต้องเป็นคนที่มีรายได้ต่อปีถึงเกณฑ์ที่จะต้องเสียภาษีก่อน และจึงจะนำจำนวนเงินที่เรานำไปซื้อกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาหักลดหย่อน เพื่อขอคืนภาษีกลับมาเป็นเงินสดได้

มุมมองที่สี่ การออมเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทำให้เรา "ได้เปิดโลกทัศน์และโอกาสใหม่ ๆ" โดยเฉพาะในแวดวงของการลงทุน ตามปกติถ้าเราใช้ชีวิตในแวดวงทำงาน คือเช้ามาทำงาน เย็นกลับบ้าน เงินเดือนเข้าก็แบ่งส่วนหนึ่งไว้เป็นเงินออม ทำให้เราแทบจะไม่ได้รับรู้ หรือให้ความสนใจในเรื่องของการลงทุนในรูปแบบอื่น ๆ เลย

แต่หากเราได้เริ่มที่จะลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ในโลกปัจจุบันบริษัท บลจ. ต่าง ๆ ที่เป็นผู้บริหารกองทุน ก็จะเริ่มสื่อสารข้อมูล หรือข่าวสารต่าง ๆ ในแวดวงเหล่านี้ "เข้าถึง" ตัวเราได้มากขึ้น ไม่ว่าจะในเรื่องของเอกสารที่เป็นตัวสรุปข้อมูลประจำปี ประจำเดือน ที่ได้นำเงินเราไปลงทุนหรือผลประโยชน์ที่เราได้รับ การได้เรียนรู้ข้อมูลข่าวสารในแวดวงเหล่านี้จากเอกสารที่เรียกว่ารายงานประจำปี (Annual Report) หรือแม้กระทั่งการเข้ารับการอบรมหรือการเข้าร่วมรับฟังการเสวนาในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนที่มากขึ้น สิ่งเหล่านี้ จะทำให้เราได้รับรู้ เกิดมุมมองใหม่ ๆ มองเห็นถึงโอกาสที่เราจะเข้าถึง "ตลาดลงทุนหรือรูปแบบการออมเงินใหม่ ๆ" ให้กับตัวเราได้ต่อไปในอนาคต

ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้ตัวผู้เขียนเองก็ประสบมาด้วยตนเองเช่นกัน ทำให้เข้าใจแวดวงการลงทุนในกองทุนต่าง ๆ ในระดับหนึ่งครับ

สุดท้าย ผู้เขียนขอเพิ่มเติมอีกมุมมองหนึ่ง ให้ลองได้พิจารณากันดูครับ คือ

มุมมองที่ห้า การออมเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ "เป็นการสร้างความมั่นคงทางการเงินในอนาคต" ด้วยตัวของเราเอง

เป็นเหมือนการตอบคำถามที่ว่า "ทำไมเราต้องเข้ามาเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ" เพราะการออมเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ถือเป็นการกำหนดอนาคตทางการเงินของตัวเราด้วยตัวของเราเอง ไม่จำเป็นที่เราจะต้องมาลุ้นหรือคาดเดาว่า หากในอนาคตเมื่อเราเกษียณจากการทำงานประจำแล้ว เราจะมีเงินก้อนไว้เพื่อใช้จ่ายในยามเกษียณหรือไม่ ซึ่งเป็นอนาคตที่เราไม่สามารถคาดเดาได้

แต่การหันมา "ลงทุน" ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ นอกจากจะทำให้เราได้ประสบการณ์ในด้านการบริหารเงินออม (การลงทุน) ด้วยตัวของเราเองแล้ว ยังทำให้เราสามารถ "ประมาณการในเรื่องของแผนทางการเงิน" ถึงเงินก้อนที่เราคาดว่าจะได้รับในอนาคตข้างหน้าได้อย่างชัดเจน เป็นตัวเลข และใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สุดครับ

ที่สำคัญ หากองค์กรของแต่ละท่าน (ที่ได้มีโอกาสเข้ามาอ่านในบล็อกนี้) มีนโยบายหรือหลักเกณฑ์ที่จะให้เงินก้อนไว้ใช้จ่ายภายหลังเกษียณ ก็ถือได้ว่าคุณจะมีเงินก้อนไว้เพื่อใช้จ่ายกันถึงสองทางทีเดียวครับ

สิ่งเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เราน่าจะเข้าไปศึกษา เรียนรู้ และนำมาปฏิบัติอย่างจริงจัง (คือ เริ่มต้นออมเงินในกองทุน) เป็นอย่างยิ่ง เพราะยิ่งเรามีเงินออมมากเท่าไร ย่อมเป็นหลักประกันให้แก่อนาคตในยามเกษียณของตัวเราเอง เป็นอนาคตที่เรากำหนดเป้าหมายได้ มีทั้งความชัดเจนและจับต้องได้

ขอเพียงแค่เรามีมุมมองหรือทัศนคติที่ถูกต้อง ต่อการออมเงิน (หรือการลงทุน) ในลักษณะดังกล่าว และพยายามที่จะเรียนรู้วิธีการปฏิบัติที่ถูกต้องในการออมเงินหรือการลงทุน มีวินัยในการปฏิบัติตามวิธีการดังกล่าวอย่างแข็งขัน และสามารถอดทนรอคอยได้ (เช่นเดียวกับ "การปลูกไม้ผล")

อนาคตของตัวเรา ก็จะเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การรอคอยมากยิ่งขึ้นครับ

วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2553

ขยายฐานความรู้ของตัวเราให้กว้างขึ้น ด้วยการอ่านหนังสือให้หลากหลาย

สุรศักดิ์ อัครอารีสุข : surasak_cpb@yahoo.com

ผู้เขียนมีประสบการณ์และคลุกคลีในงาน ด้านนโยบายและแผนขององค์กร และงานด้านการจัดการองค์กรมามากกว่า 10 ปี และเป็นผู้ให้คำปรึกษาในการจัดทำโครงการแก่ผู้บริหารโครงการขององค์กร

มีอยู่สองสิ่งในชีวิต ที่เรายิ่งลงมือทำมากเท่าไร มันจะสะสมบ่มเพาะจนส่งผลให้เราเป็นคนที่ “เหนือชั้น” มากขึ้นเท่านั้น
หนึ่งคือ “การเดินทาง” และสอง-คือ “การอ่านหนังสือ”
(วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ : บรรณาธิการอำนวยการ หนังสือ a day)

ภาพซ้าย : ผู้เขียนได้ปรับพื้นที่ใช้สอยบางส่วนในบ้าน ให้เป็นห้องหนังสือ เพื่อใช้เป็นสถานที่ทบทวนความรู้ของตนเองอยู่เป็นประจำ

คำกล่าวข้างต้น ผู้เขียนได้หยิบยกมาจากหนังสือเล่มหนึ่งที่ผู้เขียนได้อ่านจากงานของ "คุณวงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์" ซึ่งถือเป็นนักเขียนและคนทำหนังสือ ที่ผู้เขียนรู้สึกชื่นชอบมากท่านหนึ่ง ทั้งในแง่ของผลงานและความคิดอ่านของตัวคุณวงศ์ทนงเอง

โดยส่วนตัวผู้เขียนเอง ก็เป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือที่หลากหลายคนหนึ่ง ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นหนังสือที่เกี่ยวข้องกับด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ บ้างก็เป็นเรื่องราวในแวดวงการจัดการในองค์กรต่าง ๆ บ้างก็เป็นบทสัมภาษณ์ที่ดี ๆ ของผู้รู้ผู้มีประสบการณ์ในแวดวงต่าง ๆ ที่ได้นำมาถ่ายทอดความรู้ให้แก่คนรุ่นหลังเพื่อไม่ต้องไปลองผิดลองถูกอีก บางเรื่องก็เป็นประเด็นที่กำลังกล่าวถึงในสังคม ไปจนถึงข่าวสารบ้านเมืองต่าง ๆ

เมื่อเราอ่านไปได้ระยะหนึ่ง เราก็จะพบว่า "หนังสือ" จะเป็นทั้งเพื่อนและอาจารย์ที่ให้ทั้งความสุขแก่ตัวเรา ผ่อนคลายความตรึงเครียดในจิตใจ คอยให้คำแนะนำ ข้อเสนอแนะที่ดี ๆ แก่ตัวเราเพื่อนำไปปรับใช้ในการทำงาน และการอ่านยังสามารถพัฒนามุมมองของตัวเราให้กว้างไกลมากขึ้นเรื่อย ๆ ข้อมูลในวงการอื่นที่น่าสนใจจะเป็นเหมือนจิ๊กซอว์ที่หลากหลายชิ้นเข้ามาประกอบกันเป็นส่วนหนึ่งในความคิด ให้เราสามารถมองเห็นเป้าหมายหรือภาพรวมในงานของเรา หรือเรื่องราวต่าง ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมได้อย่างชัดเจน เป็นระบบ และเป็นขั้นตอนมากขึ้น

เคยมีคำกล่าวของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา "นายบิล คลินตัน" ที่ว่า หากเราอ่านหนังสือพิมพ์วันละ 6 ฉบับ ต่อเนื่องกันทุกวัน เราจะมีความรู้เท่ากับรัฐมนตรี ผู้เขียนคิดว่าคำกล่าวดังกล่าว ไม่ผิดไปจากความจริงเลย เพราะหนังสือพิมพ์ จะมีเนื้อหาที่หลากหลายมากมาย ทั้งข่าวสั้น ข่าวประจำวัน ข่าวต่างประเทศ บทความจากผู้มีชื่อเสียงในด้านต่าง ๆ ของสังคม เป็นต้น สิ่งเหล่านี้หากเราอ่านและทำอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะทำให้เราทราบข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ อย่างถูกต้องแล้ว ยังทำให้เราสามารถ "จับประเด็น" ในการนำเสนอของสื่อต่าง ๆ ที่มีอยู่ในสังคมปัจจุบันได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพราะประเด็นต่าง ๆ เหล่านั้น ต่างได้รับการกรองจากสื่อต่าง ๆ มาแล้วในระดับหนึ่ง

เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เขียนได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชา ให้อ่านและศึกษาในเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับตัวกฎหมายใหม่ ที่อาจจะมีความเกี่ยวข้องกับองค์กรที่ผู้เขียนทำงานอยู่ ผู้เขียนก็พบคำ ๆ หนึ่ง ที่ฟังดูแล้วก็น่าสนใจดี ผู้เขียนจึงขออนุญาตนำมาประยุกต์ปรับใช้ คือคำว่า "การขยายฐานความรู้ให้กว้าง" (ที่จริงแล้วในตัวกฎหมายที่ผู้เขียนอ่านเป็นคำว่า "ขยายฐานภาษีให้กว้าง" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความยุติธรรมในการจัดเก็บภาษี และทำให้รัฐมีรายได้ที่มากขึ้น)

การขยายฐานความรู้ให้กว้างในปัจจุบัน นับเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง ไม่จำกัดว่าคุณจะทำงานในสายวิชาชีพใด แม้คุณจะเป็นวิศวกร แพทย์ ทนายความ หรือวิชาชีพอื่นใด ผู้เขียนคิดว่าจำเป็นที่จะต้องศึกษาหาความรู้ในแวดวงอื่น ๆ เข้ามาเป็นฐานความรู้ที่อยู่ในความคิดของตัวเราเพิ่มเติมด้วย

ผู้เขียนเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ได้กล่าวถึงการเป็นผู้ที่มีฐานความรู้กว้าง จะทำให้เราสามารถที่จะดำเนินการหรือตัดสินใจในเรื่องหนึ่ง ๆ ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพราะข้อมูลต่าง ๆ ที่เขามีอยู่ ทำให้เขาสามารถนำมาประมวลความคิดได้อย่างครบถ้วนทุกองค์ประกอบ หรือพูดอีกอย่างก็คือ ทำให้เราตัดสินใจผิดพลาดน้อยลงไปอีกระดับหนึ่ง

ฐานความรู้กว้างในที่นี้ มีความเกี่ยวข้องกับตัวผู้บริหารโครงการอย่างไร

เนื่องจากผู้บริหารโครงการในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงแค่จะคอยบริหารงานที่อยู่ในภายในกรอบแนวทางของโครงการที่วางไว้เท่านั้น แต่ยังต้องคอย "บริหารประเด็นหรือสถานการณ์" ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ให้สอดคล้องกับแนวทางที่เราได้วางไว้ ทั้งยังต้องคำนึงถึงประเด็นปัญหาที่อาจจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของโครงการได้ รวมไปถึงการพิจารณาจากนโยบายของภาครัฐที่ได้กำหนดขึ้น ว่าเราจะกำหนดโครงการอะไรขึ้นมารองรับในแต่ละปี ซึ่งถือเป็นที่มาในการจัดทำโครงการของหน่วยงานของเราด้วยเช่นกัน

การมีฐานความรู้ที่กว้าง จะทำให้ผู้ที่ทำงานในด้านการบริหารโครงการ มีพื้นฐานในการพิจารณาข้อมูลด้านต่าง ๆ ที่มากขึ้น เป็นแนวทางใช้ประกอบการตัดสินใจของผู้บริหารโครงการได้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งทำให้ทราบถึงหรือพัฒนาให้เกิดแนวทางปฏิบัติใหม่ ๆ ที่จะสามารถนำมาปรับใช้ในการบริหารโครงการได้มากขึ้น

ลักษณะเช่นนี้จะคล้าย ๆ กับการทำงานในรูปแบบที่เรียกว่า Adaptive Work คือ มิใช่เป็นวิธีการทำงานที่ปฏิบัติสืบต่อ ๆ กันมา แต่เป็นการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ แล้วตัวเราได้รวบรวมประเด็นเหล่านั้นมาปรับ ประยุกต์ใช้งาน รวบรวมเป็นแนวทางหรือเป็นคู่มือการปฏิบัติงาน เพื่อให้เป็นแนวทางแก่ผู้ที่เข้ามาสานงานต่อไป (ผู้ที่เข้ามารับช่วงบริหารโครงการต่อจากเรา) ทำให้ไม่ต้องไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่

ซึ่งการอ่านหนังสือที่มาจากผู้รู้ผู้มีประสบการณ์ด้านต่าง ๆ ไม่จำกัดว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ชำนาญการในด้านใด ถือได้ว่าเป็นแนวทางหนึ่งที่เราสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ในการพัฒนางานทั้งในส่วนของงานปกติประจำวันหรืองานด้านการบริหารโครงการได้อีกทางหนึ่ง

และการที่องค์กรของเรา ได้ทำให้เกิดคู่มือการปฏิบัติงานขึ้นมาได้นั้น ก็เป็นเหมือนการทำ Knowledge Sharing ในเรื่องของการจัดการความรู้ภายในองค์กรได้อีกทางหนึ่งด้วย

สุดท้ายสำหรับผู้ที่ได้เข้ามาอ่านในบล็อกนี้ ไม่ว่าจะยังเป็นนักเรียนหรือผู้ที่ทำงานแล้ว ผู้เขียนอยากจะขอเสนอแนะให้ทุก ๆ ท่าน ได้หันมาอ่านหนังสือกันให้มาก ๆ อ่านให้หลากหลาย อ่านหลาย ๆ รอบในเรื่องที่เราสนใจ หากสามารถนำมาลงมือปฏิบัติได้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่งสำหรับตัวเรา และในองค์กรที่เราทำงานอยู่

เพราะหากเราลองคำนวณดูคร่าว ๆ เพียงแค่เรากันเงินส่วนตัว ที่เราเคยใช้จ่ายเรื่องที่ไม่จำเป็นมากนักซักเดือนละ 200.- บาท หาซื้อหนังสือที่เราสนใจมาอ่านเดือนละหนึ่งเล่ม ผ่านไปเพียงหนึ่งปี เราก็จะได้ความรู้จากเรื่องราวต่าง ๆ จากผู้เขียนถึง 12 ท่านเลยทีเดียว

และที่สำคัญเรายังสามารถนำไปถ่ายทอดให้คนรู้จักที่เราสนิทสนม หรือคุ้นเคยกันให้ลองมาอ่านกันดูได้ ก็ถือว่าเราประสบความสำเร็จแล้วครับ เพราะความรู้ถือเป็นเรื่องที่เราควรจะนำมาแบ่งปันกันเป็นอย่างยิ่งครับ

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553

การประชุมสรุปงาน เทคนิคเพื่อการติดตามและประเมินความก้าวหน้าโครงการ

สุรศักดิ์ อัครอารีสุข : surasak_cpb@yahoo.com
ผู้เขียนมีประสบการณ์และคลุกคลีในงานด้านนโยบายและแผนขององค์กร และงานด้านการจัดการองค์กรมามากกว่า 10 ปี และเป็นผู้ให้คำปรึกษาในการจัดทำโครงการแก่ผู้บริหารโครงการขององค์กi

แผนงานที่อาจจะดูแล้วธรรมดาแต่นำมาปฏิบัติกันอย่างแข็งขัน ย่อมดีกว่าแผนงานที่ดูแล้วสวยหรูแต่นำมาปฏิบัติกันอย่างซังกะตาย (นิรนาม)

ภาพซ้าย : ผู้เขียน กับรูปแบบการประชุมสรุปงานแบบหนึ่ง ในการปฏิบัติงานจริงภายในองค์กร

ในรอบปีที่ผ่านมา ผู้เขียนได้รับมอบหมายงานค่อนข้างหลากหลาย เช่น การเข้าไปเป็นคณะทำงานชุดต่าง ๆ ภายในองค์กร การเป็นกรรมการด้านวินัย กรรมการเพื่อสอบทุนการศึกษาทั้งบุคลากรในองค์กรและบุคคลภายนอก (ส่วนหนึ่งของโครงการ) การเป็นกรรมการตรวจรับงานรูปแบบต่าง ๆ ของโครงการต่าง ๆ เป็นต้น

งานแต่ละชิ้นที่ผู้เขียนได้รับมอบหมาย ทำให้ผู้เขียนได้เรียนรู้และขัดเกลาความรู้ความเข้าใจในงานให้ดียิ่งขึ้นเป็นลำดับ ทำให้มองเห็นถึงภาพรวมขององค์กรได้เป็นอย่างดี นับว่าเป็นโชคดีของผู้เขียนไม่น้อยทีเดียว

จากรูปแบบงานที่ได้รับมอบหมายดังกล่าวข้างต้น ทำให้ผู้เขียนได้เรียนรู้แนวทางการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ “วิธีการประชุมสรุปงาน”

ซึ่งผู้เข้ามาเป็นคณะทำงาน หรือผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ เมื่อปฏิบัติงานเสร็จสิ้นในแต่ละเรื่อง หรือในแต่ละกรอบเวลาตามเป้าหมายที่ได้กำหนดดไว้ ทีมงานทุกคนจะต้องมาประชุมสรุปงานกันทุกครั้ง การสรุปแต่ละครั้ง มีวัตถุประสงค์เพื่อ “กำหนดประเด็น” ที่เราจะนำไปสื่อสารต่อ ว่าในการมาปฏิบัติงานในชิ้นนี้
- เราจะต้องตัดสินใจในเรื่องอะไรบ้าง
- เราได้ดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง
- มีประเด็นปัญหาอะไร
- เราต้องไปดำเนินการอะไรต่อ
- เราจะกลับมาพบกันอีกเมื่อไร
- ในครั้งหน้าเราต้องเตรียม (ข้อมูล) อะไรมาเพิ่มเติมบ้าง

การใช้วิธีการนี้ ถือเป็นวิธีการที่ดีมาก ทำให้ผู้ที่เข้ามาประสานงานหรือปฏิบัติงานร่วมกัน ไม่หลงทาง หรือไม่เข้าใจประเด็นที่ผิดพลาดเมื่อได้มาทำงานร่วมกันในแต่ละครั้ง และเมื่อแยกย้ายกันออกไปแล้วก็นำไปปฏิบัติกันอย่างไม่สับสน มีประเด็นที่จะนำไปสื่อสารหรือปฏิบัติท่ชัดเจน ที่สำคัญเป็นการทบทวนกันอีกครั้งหนึ่งได้ว่าเราเข้าใจตรงกันไหม

วิธีการดังกล่าว ผู้เขียนจึงคิดว่า สามารถที่จะนำมาประยุกต์เพื่อปรับใช้ในการทำงานด้าน “การบริหารโครงการ” สำหรับผู้บริหารโครงการได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

และเมื่อไม่นานมานี้ ผู้เขียนก้ได้มีโอกาสอ่านบทความหนึ่ง จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ (ประมาณปลาย ๆ ปี 2552) ของ “คุณพอใจ พุกกะคุปต์” ในชื่อบทความ “ถอดรหัสธุรกิจ”

บทความดังกล่าวพูดถึงเทคนิค “การประชุมสรุปงาน” หรือ AAR (After Action Review) ไว้อย่างกระชับและตรงประเด็น ผู้เขียนจึงคิดว่าน่าจะนำมานำเสนอให้แก่ผู้สนใจ เพื่อนำไปปรับใช้ในงานด้านการติดตามและประเมินความก้าวหน้าของโครงการได้อย่างตรงประเด็น และมีหลักการรองรับ

สาระสำคัญ ก็คือ เทคนิค/กระบวนการดังกล่าว เป็นแนวทางที่สามารถนำมาใช้กำหนดเป้าหมายในการทำงานได้เป็นอย่างดี สามารถนำมาใช้ได้ทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว ทีมงาน (ในเรื่องของการบริหารโครงการ) และระดับประเทศได้เลย กระบวนการที่ว่าก็คือ AAR ย่อมาจาก (After Action Review) หรือการวิเคราะห์หลังเสร็จสิ้นภารกิจของ “กองทัพสหรัฐ” (ในฐานะผู้นำมาเผยแพร่)

วิธีการ AAR ที่กล่าวถึงนี้ก็คือ หลังจากเราเสร็จสิ้นการทำงานทุกครั้ง (โดยเฉพาะในเรื่องของการดำเนินโครงการที่อาจจะใช้กรอบเวลาเป็นตัวกำหนด) ต้องมีการประชุมสรุปงานทุกครั้ง โดยจะต้องตอบคำถามหลัก 3 ข้อ ก็คือ

1. เป้าหมายของงานครั้งนี้ (ที่เราได้รับมอบหมาย หรือเป้าหมายที่โครงการได้กำหนดไว้) เรา/ผู้บริหารโครงการ ต้องการให้เกิดอะไร
2. เมื่อเราดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว ผลเป็นอย่างไรหรือเกิดอะไรขึ้น เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้/หรือตามความต้องการของเราหรือไม่
3. ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น แตกต่างจากข้อ 1. (เป้าหมาย) ที่เรา/ผู้บริหารโครงการ ได้กำหนดไว้หรือไม่ เพราะอะไร (จึงแตกต่าง/หรือประสบความสำเร็จ)

ข้อมูลที่เราจะได้จากการที่เรา/ผู้บริหารโครงการ ได้ทำการวิเคราะห์จากหลักการ 3 ข้อ นี้ จะทำให้ตัวเรา/ผู้บริหารโครงการ สามารถบอกได้ถึงที่มาของความสำเร็จตามเป้าหมาย หรือเป็นการชี้ให้เราได้เห็นว่า แนวทางการปรับปรุง (การทบทวนวิธีการหรือเป้าหมายใหม่) ว่าเราจะต้องทำอะไรบ้าง จึงจะบรรลุเป้าหมาย

ประเด็นสำคัญของเทคนิค AAR ก็คือ

- การที่ทีมงานทุกคน (ของผู้บริหารโครงการ) เกิดความตระหนักและมั่นใจ ว่าวิธีการนี้เป็นวิธีการที่จะนำมาใช้เพื่อการเรียนรู้และพัฒนาวิธีการทำงานของตัวเรา ไม่ใช่การหาผู้ผิดพลาด ทำให้วิธีการทำงานของเรานั้นก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ
- ทุกฝ่าย (ตั้งแต่หัวหน้าโครงการ ผู้ที่ได้รับมอบหมาย ทีมงานทุกคน) ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการประชุมสรุปงาน และทำอย่างจริงจัง อย่างต่อเนื่อง มีกำหนดเวลาที่แน่ชัด และระยะเวลาไม่ทิ้งห่างกันจนเกินไป
- ผู้นำขององค์กร หน่วยงาน หรือทีมบริหารของโครงการ จะต้องให้ความสำคัญ จะต้องกำหนดเลยว่าเป็นวิธีการที่เราจะนำมาใช้ในการติดตามและประเมินความก้าวหน้าโครงการ และงานอื่น ๆ ที่เราได้รับมอบหมาย

เทคนิคหรือวิธีการที่นำเสนอข้างต้น ถือได้ว่า เป็นเทคนิคที่เรียบง่าย ไม่ว่าใครก็สามารถนำมาปฏิบัติได้ โดยเฉพาะในที่นี้ที่อยากจะมุ่งเน้น ก็คือ ผู้บริหารโครงการ เป็นวิธีการที่ไม่ซับซ้อนแต่อย่างใด ต้นทุนที่เราใช้ก็ไม่มาก ซึ่งก็คือ “เวลา” ที่ต้องกำหนดกันอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง

ผู้เขียนขอเพิ่มเติมแนบท้ายสักหน่อยครับ ที่ในช่วงต้นที่ได้กล่าวถึงในส่วนของที่มาของเทคนิค คือ “กองทัพสหรัฐ”

กองทัพสหรัฐ จากที่ผู้เขียนได้มีโอกาสอ่านในหนังสือต่าง ๆ แล้วพบว่า เป็นหน่วยงานลำดับต้น ๆ เลยทีเดียว ที่ได้มีการเผยแพร่ในเรื่องของหลักการหรือเทคนิคการบริหารจัดการองค์กรที่น่าสนใจ หรือวิธีการปฏิบัติงานที่เป็นระบบ สามารถนำไปปฏิบัติได้ทันที และมักมีการนำเสนอผ่านสถาบันที่มีการสอนวิชาธุรกิจต่าง ๆ เป็นกรณีศึกษาทางธุรกิจ สามารถนำไปปรับใช้ในการทำงานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นโนวฮาวน์ (แนวทางปฏิบัติใหม่ ๆ) ให้แก่แวดวงด้าน Management สามารถนำมาใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่างหนึ่ง ที่ได้มีการนำมาเผยแพร่กันค่อนข้างนานแล้ว เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว ในแวดวงของโรงเรียนบริหารธุรกิจหรือหลักสูตร MBA ก็คือ ผลจากการวิจัยของกองทัพเรือสหรัฐ (อ้างอิงจาก บทสัมภาษณ์ในหนังสือ thaicoonbook ของ "ซิคเว่ บรัคเก้") ที่ได้กำหนดให้มีการแข่งขันเกมสงคราม ระหว่าง “ทีมทหารของกองทัพเรือสหรัฐ” กับ “กลุ่มนักผจญเพลิงชาวนิยอร์ก (ที่ไม่มีความรู้ทางทหารเลย”
ปรากฎว่าทหารแพ้ ตอนแรกนึกกันว่าเป็นเรื่องบังเอิญ แต่หลายเกมผ่านไป ฝั่งทหารของยังเอาชนะไม่ได้

จึงกลายมาเป็นกรณีศึกษาของโรงเรียนธุรกิจ ว่า "ทำไมนักผจญเพลิงเอาชนะนักวางแผนสงครามได้"

ประเด็นน่าสนใจที่พบ ก็คือ สิ่งที่นักผจญเพลิงทำก็คือพยายามใช้ความรู้สึก ใช้กึ๋น (Gut Feeling) ในการเล่น ไม่มีแผนหนึ่ง แผนสอง หรือแผนสาม อะไรทั้งนั้น ถ้าพวกเขาเดินพลาดไป ก็จะคิดแก้ไขใหม่ คือ เชื่อในแผนการ หรือการคิดว่าจะทำอะไร ถ้าเกิดว่า....ถ้าเกิดว่า....

กล่าว่โดยสรุปก็คือ สิ่งที่สำคัญกว่าแผนงานที่ดีเยี่ยม คือ ความสามารถในการปฏิบัติตามแผนงานนั้นอย่างรวดเร็ว และอย่างแข็งขันจริงจังนั่นเอง

เป็นอย่างไรครับ กรณีศึกษาและประเด็นที่นำมาเสนอให้ทุกท่านได้เห็น น่าจะพอเป็นประโยชน์ได้นะครับ

วันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2552

คำคม ข้อคิด ที่สามารถนำไปปรับใช้ในการทำงานได้ (2)

สุรศักดิ์ อัครอารีสุข ผู้เขียน มีประสบการณ์และคลุกคลีในงานด้านนโยบายและแผน และงานด้านการจัดการองค์กรมามากกว่า 10 ปี เป็นผู้ให้คำปรึกษาในการจัดทำโครงการแก่ผู้บริหารโครงการขององค์กร

surasakdota@crownpropertydotordotth surasak_cpb@yahoo.com surasak_cpb@hotmail.com

นี่ไม่ใช่บทความหรอกครับ เพียงแต่ผู้เขียนได้รวบรวม "คำคม หรือวลีสำคัญ ๆ" ที่เราน่าจะนำมาใช้ประโยชน์ เป็นข้อคิด มุมมองใหม่ๆ ให้แก่ทุกท่านอาจจะนำไปปรับใช้กันได้ เป็นการรวบรวมมาจากหนังสือต่าง ๆ ที่ผู้เขียนไปอ่านเจอมาครับ (ส่วนใหญ่จะบอกไว้ว่าอ่านมาจากอะไรบ้าง) ....แล้วจะคอยอัพเดทหากพบที่น่าสนใจใหม่ ๆ เรื่อย ๆ ครับ
  1. เหนือความขัดแย้งย่อมมีสิ่งสำคัญยิ่งกว่า (จากภาพยนตร์ซีรี่ HBO เรื่อง “Recount (2008)” ....จากประเด็น...จากเหตุการณ์ความวุ่นวายที่ฟลอริดา (ที่มีการยื่นขอให้มีการนับคะแนนในบางพื้นที่ใหม่ของพรรคเดโมแครต ในการเลือกตั้ง ปธน.กอร์-บุช ปี 2001) แม้จะเป็นความขัดแย้งหรือการต่อสู้กันที่ค่อนข้างเข้มข้น รุนแรง ระหว่างสองพรรคการเมือง แต่ข้อยุติของความขัดแย้งดังกล่าวจบลงด้วยมติของศาลสูงสุด ซึ่งมีเหตุผลแนบท้ายว่า "เพื่อรักษาระบบและรัฐธรรมนูญ..." 
  2. หลักพื้นฐานที่สำคัญในการเป็นผู้นำข้อหนึ่ง ก็คือ  "การลงไปสัมผัส (มองดู) สิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวของคุณเอง"  (คำกล่าวของ "รูดี กุยลิอานี" นายกเทศมนตรีแห่งนครนิวยอร์ก จากหนังสือ "หัวใจผู้นำ" แปลโดย ธิดา ธัญญประเสริฐกุล)
  3. เคล็ดลับของความมั่งคั่ง  ก็เหมือนกับเคล็ดลับของการเล่นตลก  นั่นคือ "จังหวะ"  (จากภาพยนตร์เรื่อง A Good Year นำแสดงโดย รัสเซล โคร์ว)
  4. "หน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งของหัวหน้า คือ การสือสารกับผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยการประชุม" (ดัดแปลงจากหนังสือ "Coaching by Story ดย เกรียงศักด์ นิรัติพัฒนะศัย) 
  5. ความแตกต่างระหว่างคำว่าอุดมการณ์กับคำว่า ความทะเยอทะยานคือ  "อุดมการณ์" หมายถึง  ความตั้งใจที่จะฝากบางสิ่งบางอย่างไว้ให้คนรุ่นหลัง  เพราะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ในคนรุ่นเดียว  ส่วน "ความทะเยอทะยาน" หมายถึง  ความคิดความปรารถนาที่จะกระทำการสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สำเร็จได้ในคนรุ่นเดียว  (จากหนังสือ "มองด้วยใจ" ของ โอชิโนริ โนงุจิ  แปลโดย ทิพย์วรรณ ยามาโมโตะ)
  6. รสชาติอันล้ำเลิศของการอ่านหนังสือ ก็คือ...เมื่อเราอ่านไปพลาง หยุดคิดไปพลาง ก็จะยิ่งเข้าใจความคิดของผู้เขียนได้เป็นอย่างดี...เหมื่อนเราได้พูดคุยกับผู้เขียนหรือผู้มีความสามารถแบบตัวต่อตัวฉันใด เราก็ได้หันกลับมาคุยกับตัวเองฉันนั้น...(จากหนังสือ "มองด้วยใจ" โดย โยชิโนริ โนงูจิ : แปลโดย ทิพย์วรรณ ยามาโมโตะ)
  7. การถอย คือ การชนะอย่างหนึ่ง ถือเป็นเรื่องของการเสียสละและการมีเมตตา (จากหนังสือ "วิธีบริหารบริษัท 2" โดย ชาย กิตติคุณาภรณ์ จากประเด็นการหาทางออกจากความขัดแย้ง โดยการหันหน้าเข้าเจรจากัน และหาทางออกด้วยการประนีประนอมกัน)
  8. อุปสรรคของการพัฒนาประเทศ ไม่ได้มีที่มาจากการขาดแคลนเงินทุน และหรือการมีทรัพยากรมนุษย์ที่ด้อยคุณภาพเท่านั้น หากในหลายกรณี "วัฒนธรรมและค่านิยม" ก็ยังเป็นตัวกีดกั้นในการพัฒนาประเทศ (จากหนังสือ "เงินทองของมายา" วรากรณ์ สามโกเศศ - กล่าวถึงกรณีนักเศรษฐศาสตร์ด้านการพัฒนาพูดถึงกรณีครอบครัวของชาว "ฟิลิปปินส์" มีลูกมากโดยไม่ยอมคุมกำเนิดเนื่องจากความเป็น "คริสเตียน" โรมันคาธอลิกที่เคร่งครัดและไม่ปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมปัจจุบัน)
  9. สิ่งที่มีค่าที่สุดในโลก คือ การที่เราจะต้องอยู่กับปัจจุบัน แล้วทะนุถนอมความสุขตรงหน้าเอาไว้ให้ดี (นิรนาม)
  10. ธุรกิจ ไม่ได้แตกต่างจากการเมือง หรืออาชีพอื่น ๆ เพราะมันเกี่ยวกับเรื่อง การวางเป้าหมายและการจัดการกับคน ถ้าคุณสามารถทำมันได้ คุณก็จะประสบผลสำเร็จ (จากหนังสือ SIGVE'S WAY บทสัมภาษณ์ thaicoonbook โดยธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย และอาทิตย์ โกวิทวรางกูร)
  11. "เมื่อคุณจะต้องนำเสนอตนเองให้แก่ใครได้รู้จัก และเพื่อให้เขายอมรับในตัวคุณ ก็จงนำเสนอตัวคุณเองด้วยความกระตือรือร้นและนำเสนอได้อย่างน่าสนใจ มิใช่นำเสนออย่างเนือย ๆ เหมือนกับว่าคุณต้องมาทำอย่างนี้ ก็เพราะคุณไม่มีทางเลือก" (นิรนาม)
  12. "จงบอกกล่าวให้ข้าพเจ้าฟังว่า ราชนาวีอังกฤษจะต้องปรับตัวอย่างไร ให้เข้ากับโลกสมัยใหม่ ภายใน 1 หน้ากระดาษ" คำกล่าวของอดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ "เซอร์วินสตัน เชอร์ชิล" (จากหนังสือ "ผลึกความคิดของเดวิด โอกิลวี่, โดยเพ็ญศรี เผ่าเหลืองทอง)
  13. ในวงการแพทย์ ซึ่งกล่าวถึงเรื่องศาสตร์ของความเจ็บปวด มีคำถามยอดฮิตอยู่คำหนึ่งที่ว่า "ความเจ็บปวดชนิดใด เป็นความเจ็บปวดที่ทนรับได้" คำตอบที่ถูกต้องคือ "ความเจ็บปวดของคนอื่น" (จากหนังสือ "นักสร้างแรงบันดาลใจขั้นเทพ" ของ นพ.โหว เหวิน หย่ง) : กล่าวถึงกรณี ที่องค์กร (รพ.) ที่สังกัด ได้มีการปรับเปลี่ยนนโยบายให้ผู้จบปริญญาเอกได้รับตำแหน่ง "ผู้ช่วยศาสตราจารย์" แทนที่จากเดิมเคยให้ตำแหน่ง "รองศาสตราจารย์"
  14. "ถ้าพนักงานไม่สามารถเข้าถึงสารสนเทศขององค์กรได้ทั้งหมด เขาก็จำต้องทำงานด้วยการคาดเดา" จากคำกล่าวของ เดฟ ดูลลีลด์ ซ๊อีโอของ พีเพิล ซอฟท์ อิงค์ (จากประเด็นเรื่อง "การเปิดเผยสารสนเทศ" เพื่อก้าวไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้) พนักงานจำต้องเข้าใจองค์กรในส่วนทั้งหมด ขณะเดียวกันก็ต้องเข้าใจว่า ตนเองเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ข้อมูลที่เป็นทางการขององค์กรที่เกี่ยวกับ งบประมาณ กำไร และค่าใช้จ่ายของฝ่ายต่าง ๆ ต้องพร้อมที่จะแสดงให้แก่พนักงานทุกคนได้รับทราบ เป็น "องค์กรที่โปร่งใสที่เปิดให้ทุกคนสามารถเข้าถึงสารสนเทศได้" (จากหนังสือ "เรียนรู้จาก CEO : สาโรจน์ โอพิทักษ์ชีวิน)
  15. "เราไม่ได้พูดถึงการสูญเสียลูกค้า ปัญหาการร้องเรียนของลูกค้า เราต้องการภาพที่ชัดเจน" จากคำกล่าวของ "วิลเลียม ดี ซอลลาร์ส" อดีต ซีอีโอของบริษัท YRC Worldwide ต่อกรณีที่ว่า องค์กรควรสนับสนุนพนักงานขององค์กร "ให้สามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเอง" โดยการ สนับสนุนสารสนเทศที่พวกเขาต้องการใช้งาน และ มอบความไว้วางใจแก่ตัวพวกเขา เพื่อให้เขา (พนักงาน) สามารถค้นพบประเด็นปัญหาและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วทันกาล โดยการอ่านจากหนังสือรายสัปดาห์ของบริษัท พนักงานสามารถทราบถึง ผลการปฏิบัติงานของบริษัท ซึ่งก็คือ ผลงานส่วนหนึ่งของพวกเขา รวมทั้งยังสามารถเรียนรู้แนวโน้มของอุตสาหกรรมที่เขาทำอยู่ได้ (จากหนังสือ "เรียนรู้จาก CEO : สาโรจน์ โอพิทักษ์ชีวิน)
  16. คุณจะไม่ได้รับอะไรเพียงพอกับความต้องการ จากการพยายามต่อสู้เอาชนะ แต่คุณจะได้รับอะไรที่เกินคาดหมาย จากการที่คุณรู้จักยอมแพ้บ้างในบางโอกาส (ภาษิตตะวันตก)
  17. สาเหตุสำคัญ ที่พบจากงานวิจัยในการศึกษาเรื่อง "ความสัมพันธ์ของสามีภรรยา" พบว่า กรณีที่ทำให้สามีหรือภริยาหนีไปจากคู่ของตนนั้น สิ่งนั้นก็คือ "การไม่รู้คุณค่า" เพราะบ่อยครั้งที่เราคาดว่า คู่สมรสของเราจะอยู่กับเราเมื่อเราต้องการ โดยไม่เคยคิดว่าพวกเขามีความสำคัญอย่างไร และก็ไม่เคยบอกให้พวกเขารู้ว่าเราเห็นคุณค่าของพวกเขา
  18. ความต้องการที่อยู่ในใจลึก ๆ ในธรรมชาติมนุษย์ คือ "ความต้องการที่จะเป็นคนสำคัญ" (จอห์น ดิวอี้ : นักปรัชญาชาวอเมริกัน)
  19. กฎธรรมชาติมนุษย์ที่ลึกที่สุด คือ ความกระหายอยากได้รับความชื่นชม (วิลเลียม เจมส์ : นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน)
  20. การตำหนิ เป็นการกระทำ "ที่ไม่ก่อประโยชน์อะไรเลย" เพราะว่ามันทำให้คนเกิดการต่อต้าน และพยายามที่จะแสดงให้เห็นว่า การกระทำของพวกเขาเป็นสิ่งที่สมควรกระทำ การตำหนิเป็นสิ่งอันตราย เพราะมันเป็นสิ่งที่ทำร้ายความภาคภูมิใจอันมีคุณค่าของคน ทำร้ายความรู้สึกที่เขาเป็นคนสำคัญ และก่อให้เกิดความขุ่นเคืองใจ (เดล คาร์เนกี้ร์)
  21. การไปเยี่ยมลูกค้าโดย "ไม่มีการนัดหมาย" คือ การติดต่อธุรกิจแบบไร้มารยาท เป็นการติดต่อธุรกิจที่ใช้ไม่ได้ ไม่มีผู้มีอำนาจตัดสินใจซื้อที่มีธุระยุ่งคนไหน จะมีเวลาวางมือจากงานที่กำลังทำอยู่ เพื่อมาพบใครบางคนซึ่งเขาไม่รู้จักและไม่ได้นัดหมาย เป็นการแสดงให้เห็นถึงการวางแผนที่ไม่ดีพอของพนักงานขาย จะทำให้เขาไม่ได้รับการนัดหมายต่อมา และไม่ได้รับการสั่งซื้อสินค้าแต่อย่างใด (Jeffrey J.Fox : จากหนังสือ How to become A Rain Maker)
  22. คุณสามารถเข้าถึงตัว "ลูกค้า" ได้อย่างเป็นส่วนตัวและเป็นกันเอง หากคุณถามคำถามไปยัง "ลูกค้า" ด้วยความจริงใจ โดย.. 1.เน้นไปที่ประโยชน์ของตัวลูกค้า...2. ช่วยวิเคราะห์ปัญหาให้กับลูกค้า... 3. รับฟังคำตอบจากลูกค้าด้วยความใส่ใจ...(Jeffrey J.Fox : จากหนังสือ How to become A Rain Maker)
  23. นการเสนอขาย “ครั้งแรก" ของพนักงานขาย จงตั้งคำถามที่จะทำให้ลูกค้า ตอบแทนแก่พนักงานขายที่ยินดี “รับฟัง” เขา คือ 1. ถามคำถามที่จะกระตุ้นให้ลูกค้าได้พูดถึง “บริษัท” ของเขาเอง...2. ถามถึงเป้าหมายของลูกค้าทุกครั้ง...3. สอบถามถึง “ความคาดหวัง” ต่าง ๆ จากตัวลูกค้า (Jeffrey J.Fox : จากหนังสือ How to become A Rain Maker)
  24. ลูกค้า จะซื้อสินค้าด้วยเหตุผลเพียงสองประการ คือ ประการแรก "ซื้อสินค้านั้นเพราะพอใจที่จะซื้อ" และประการที่สอง "ซื้อสินค้านั้นเพื่อนำไปแก้ไขปัญหาของตัวลูกค้าเอง" (Jeffrey J.Fox : จากหนังสือ How to become A Rain Maker)
  25. การก้าวขึ้นสู่อำนาจเป็นเรื่องที่ยากยิ่งนัก การรักษาอำนาจที่ได้มาเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่า แต่การลงจากอำนาจเมื่อรู้ว่าเวลาอันควรมาถึงแล้ว นับเป็นเรื่องยากที่สุด (นิรนาม)
  26. กฎข้อที่หนึ่งของอำนาจ สอนไว้ว่า จงอย่าทำตัวให้เด่นเหนือเจ้านาย เพราะเมื่อใดที่คุณเริ่มต้นทำเช่นนั้น เท่ากับว่า คุณกำลังสร้างความหวาดระแวงให้เกิดขึ้นกับคนที่มีอำนาจ และก่อนที่คุณจะได้ตั้งตัว หัวของคุณอาจหลุดจากบ่า ไม่มีอาวุธใดมีอานุภาพร้ายแรงเท่ากับความหวาดระแวงของผู้นำ (อ้างอิงจาก : ผู้นำ อำนาจฯ โดย ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา)
  27. วิธีที่จะพัฒนาคน ๆ หนึ่งให้ถึงจุดที่ดีที่สุดได้ ก็โดยวิธีการ "ชื่นชมและให้กำลังใจ" และไม่มีอะไรที่จะทำลายความมุ่งมาดปรารถนาของคน ๆ หนึ่งได้มากเท่ากับ "คำตำหนิวิจารณ์จากผู้มีตำแหน่งที่สูงกว่า" ผมเชื่อในการให้กำลังใจคนที่ทำงาน แต่รังเกียจการจับผิด ถ้าผมชอบอะไรสักอย่างแล้ว ผมก็จะแสดงการชื่นชม "ด้วยความจริงใจและทุ่มเท" ให้กับคำชมอย่างเต็มที่ (ชาร์ลส์ ชวาบ : อดีต ปธ.บริษัท ยูเอส สตีล)
  28. วิธีเดียวที่จะทำให้เราเป็นมิตรกับผู้ร่วมงานมากขึ้น ก็คือ "การจำชื่อของคนได้" ผู้บริหารที่บอกว่า เขาไม่สามารถจำชื่อได้ ก็เหมือนกับบอกว่า เขาไม่สามารถจำส่วนสำคัญของธุรกิจของเขาได้ และกำลังทำงานอยู่ในสถานการณ์ที่จะเลวร้ายลงเรื่อย (เบนตัน เลิฟ อดีต ปธ.บริษัท เท็กซัส คอมเมิร์ซ แบงค์แชร์ : จากหนังสือ "How to win friends & Influence People" ของ Dale Carnegie)
  29. สามัญสำนึก หมายถึง การกระทำง่าย ๆ เรียบ ๆ แต่สมเหตุสมผล สามัญสำนึกจะเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจในทุก ๆ ขั้นตอนของกระบวนการบริหาร แต่มีข้อแม้ว่า ก่อนจะเริ่มบริหารด้วยสามัญสำนึกนั้น ผู้บริหารจะต้องรู้จักตัวเองเสียก่อนว่า 1.) จุดยืนในปัจจุบันของเราอยู่ตรงไหน 2.) องค์กรของเราเป็นองค์กรประเภทใด 3.) เรามีหน้าที่และความรับผิดชอบอย่างไรบ้าง (วาทิต ตมะวิโมกษ์ : จากหนังสือ "ถึงจะง่ายแต่ได้ผล")
  30. คนทำงานมีความต้องการหลัก ๆ อยู่สามประการ คือ 1.) คนทำงานต้องการได้รับคำติชมจากหัวหน้าและเพื่อนร่วมงาน เพื่อแสดงว่าสิ่งที่เขาทำลงไปมีคนรับรู้ เหมือนมีตัวตนในองค์กร 2.) คนทำงานต้องการรับทราบข้อมูลข่าวสาร ไม่ว่าเราจะอยู่จุดไหนขององค์กร เราก็อยากรู้ว่าองค์กรเป็นอย่างไร มีทิศทางอย่างไรในการดำเนินธุรกิจ ประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน 3.) คนทำงานไม่ต้องการอยู่กับที่ เพราะไม่ต้องการเป็นคนที่ไม่มีคุณค่า การเปิดโอกาสให้คนทำงานได้ร่วมเรียนรู้เรื่องราวใหม่ ๆ ปรับเปลี่ยนหน้าที่การงานในบางโอกาส จะทำให้เกิดความรู้สึกพึงพอใจและส่งผลดีต่อการทำงานในอนาคต (วาทิต ตมะวิโมกษ์ : จากหนังสือ "ถึงจะง่ายแต่ได้ผล")
  31. การตัดสินใจไม่มีเรื่องถูกหรือผิด แต่เป็นการเลือกวิธีที่ดีที่สุด ณ เวลานั้น ๆ (สอดคล้องกับปัจจัยที่ส่งผล คือ สถานการณ์ สิ่งแวดล้อม และข้อมูล) เราต้องพยายามทำความเข้าใจกับพนักงานในองค์กรในลักษณะแบบนี้ พนักงานจึงจะกล้าตัดสินใจ (วาทิต ตมะวิโมกษ์ : จากหัวข้อ "จะทำงานกับคนที่ไม่กล้าตัดสินใจได้อย่างไร")
  32. หากรอให้ถึงระยะยาว เราก็ตายกันหมดแล้ว (จากแนวคิดของ "เคนส์" ในเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะสั้น คือ ให้ยืมเงินคนรุ่นลูกหลานมาใช้ก่อน เพื่อไม่ให้คนรู่นนี้ต้องลำบากและขัดแย้งกันรุนแรง โดยใช้รัฐบาลเป็นตัวกลางในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นด้วยการกู้ยืมผ่าน "พันธบัตรรัฐบาล" โดยไม่ต้องรอให้ตลาดปรับตัวเองในระยะยาว ตามแนวคิดของกลุ่มเศรษฐศาสตร์คลาสสิค)
  33. การปล่อยให้ผู้อื่นรู้สึกว่า ความคิดนั้นเป็นของเขาหรือของเธอ ไม่เพียงใช้ได้ผลในธุรกิจและการเมืองเท่านั้น แต่ยังใช้ได้ผลกับชีวิตครอบครัวอีกด้วย (Dale Carnegie)
  34. ความสำเร็จในการติดต่อกับคน ขึ้นอยู่กับการเข้าใจมุมมองของคนอื่นอย่างถ่องแท้ (อับราฮัม ลินคอล์น)
  35. การจำชื่อของผู้เลือกตั้งได้ถือเป็นรัฐบุรุษ การลืมชื่อพวกเขาถือเป็นพวกไม่ใส่ใจ (จากคำกล่าวที่ว่า เป็นบทเรียนแรกที่นักการเมืองจะต้องเรียนรู้ : จากหนังสือ "How to win friends & Influence People" ของ Dale Carnegie)
  36. การเรียนรู้ เป็นกระบวนการของการปฏิบัติ (จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์)
  37. เป้าหมายสูงสุดของการศึกษาไม่ใช่ความรู้ แต่เป็นการปฏิบัติ (เฮอร์เบิร์ต เปนเซอร์)
  38. จงอย่ากลัวศัตรูที่ตำหนิคุณ จงกลัวเพื่อนที่เยินยอคุณ (นิรนาม)
  39. วิธีเดียวบนโลกนี้ที่จะจูงใจผู้อื่นได้ ก็คิอ พูดเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาต้องการ และแสดงให้พวกเขารู้ถึงวิธีการที่จะได้มันมา (นิรนาม)
  40. ไม่มีความลับเกี่ยวกับความสำเร็จในการติดต่อทางธุรกิจ การให้ความสนใจเฉพาะกับคนที่กำลังพูดกับคุณนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ไม่มีอะไรจะเป็นการเยินยอได้มากเท่านี้ (ชาร์ล ดับเบิลยู อีเลียต : อดีตอธิการดีมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด)
  41. คนทุกคนที่ผมพบเหนือกว่าผมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และในจุดที่เขาเหนือกว่าผมนั้นผมก็ได้เรียนรู้จากเขา (อีเมอร์สัน)
  42. การถามถึงความคาดหวังและความต้องการ จากคนที่เราต้องการได้รับความร่วมมือด้วย เป็นเหมือนการที่เราฉีดยารักษาเข้าไปที่แขนของพวกเขาที่พวกเขากำลังต้องการเลยทีเดียว (จากบท "วิธีที่จะได้รับความร่วมมือ" ของ Dale CarneGie)
  43. คนที่ประสบความสำเร็จทุกคน ชอบที่จะหวนระลึกถึงอดีตเกี่ยวกับการต่อสู้ในช่วงต้นของเขา (นิรนาม)
  44. หากเราจะจูงใจคนอื่น ขอให้เราปล่อยให้คนเหล่านั้นพูดเกี่ยวกับตัวเขาเองออกมา เพราะเขารู้เกี่ยวกับเรื่องของเขาและปัญหาของเขาเองมากกว่าคุณ ถามคำถามเขา และปล่อยให้พวกเขาบอกอะไรคุณสักอย่างสองย่าง จงฟังอย่างอดทน ด้วยใจที่เปิดกว้าง แสดงความจริงใจในเรื่องที่เขาพูด สนับสนุนพวกเขา ให้พวกเขาแสดงความเห็นออกมาอย่างเต็มที่ (จากหนังสือ "How to win friends & Influence People" ของ Dale Carnegie)