บล็อกนี้ จัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอประสบการณ์การทำงานในงานที่เกี่ยวข้องกับงานด้านการบริหารจัดการองค์กรและงานด้านการบริหารโครงการของผู้เขียน ซึ่งผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วม และเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้และข้อคิดเห็น รวมทั้งบทความอื่น ๆ ที่ผู้เขียนสนใจและนำมาโพสต์ไว้ เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มต้นทำงานและผู้ที่เห็นว่าน่าสนใจ พอที่จะนำไปปรับใช้งานให้เกิดประโยชน์ได้บ้าง
วันพุธที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2560
วันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2559
นำให้ชนะ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน
มีคำกล่าวที่ว่า "...มีอยู่สองสิ่ง ที่คนเรายิ่งทำจะยิ่งมีความเหนือชั้นกว่าคนอื่น หนึ่ง คือการขับรถ และสอง คือ การอ่านหนังสือ
เมื่อได้หยิบหนังสือ นำให้ชนะ ของ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่ได้ร่วมกันเขียนขึ้นโดย Alex Ferguson, Sir (อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน, เซอร์) และ Michael Moritz, Sir (ไมเคิล มอริตซ์, เซอร์) ขึ้นมาอ่าน ก็ทำให้นึกถึงคำคมข้างต้น
นี่ถือเป็นหนังสือที่บอกเล่าประสบการณ์ ของคนที่มีความเชี่ยวชาญในงานของตนเองที่ดีมาก ๆ เล่มหนึ่งทีเดียว
เป็นหนังสือที่เล่าเรื่องราวประวัติส่วนตัวอย่างง่ายและน่าอ่าน
ไมเคิล มอริตซ์ ใช้การเล่าเรื่องเหมือนเรากำลังนั่งฟัง เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หรือ "เฟอร์กี้" เล่าเรื่องราวของตนเองให้เราฟังอย่างไรอย่างนั้นเลยทีเดียว
เปรียบเสมือน How to ในระดับขึ้นหิ้ง ของบุคคลที่ประสบความสำเร็จในงานที่ตนทำอยู่ และรู้จักงานของตนเองเป็นอย่างดี
แม้จะเป็นเรื่องราวของคนในแวดวงฟุตบอล แต่ในความเป็นจริงแล้ว การทำงานไม่ว่าในแวดวงใดก็ไม่แตกต่างกัน เพราะเราจำเป็นต้องบริหารคนเป็นหลัก
เพราะ "คน" คือ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจขององค์กร
ในช่วงที่ผ่านมา มีหนังสือของเซอร์อเล็กซ์ ออกมาพร้อมกัน 2 เล่ม โดยเล่มก่อนหน้านี้ แปลโดย คุณนันทขว้าง สิริสุนทร เนื้อหามุ่งเน้นในชิงประวัติส่วนตัวและผลงานด้านฟุตบอลเป็นหลัก
ขณะที่เล่มนี้ มุ่งเน้นในเรื่องของเทคนิคการบริหารจัดการในงานของตัว เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน
เริ่มจากการเป็นเด็กบ้านนอก จากเมืองเมืองกลาส์โกว ที่เรียนไม่จบระดับชั้นมัธยม เป็นลูกของคนงานต่อเรือ ที่อาศัยอยู่ในเมืองที่มีคุณลักษณะแบบบ้านนอกของประเทศสก็อร์ตแลนด์
แต่มีความเชี่ยวชาญในสิ่งที่เขาชอบที่สุดในชีวิต คือ "ฟุตบอล"
ก้าวขึ้นมาเป็นคนสร้างแบรนด์ ให้กับทีมฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จนกลายเป็นแบรนด์สินค้าระดับโลก
จากทีมที่มีมูลค่าซื้อขายกันเพียง 20 ล้านปอนด์ (ช่วงปี 1987-1990) ซึ่ง มาร์ติน เอ็ดเวิร์ด เจ้าของสโมสสรเดิมคิดจะขายในราคานี้
เติบโตมาจนกลายเป็นแบรนด์ที่มีมูลค่ากว่าพันล้านปอนด์ในปัจจุบัน
ต้องรับมือกับสารพัด "จีเนียส" ทางด้านฟุตบอล จนกลายเป็นยอดฝีมือแห่งวงการ
พร้อมทั้งได้วางหลักในการสร้างทีมที่ว่า ... ไม่สร้างดาวเด่น แต่สร้างทีมงานที่ทำงานทดแทนกันได้..
ส่งผลให้ทีมฟุตบอลอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังคงฟอร์มการเล่นที่อยู่ในระดับมาตรฐานเสมอมา
ก่อนจะก้าวไปสู่การเป็นผู้บรรยายในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่มีค่าตัวนับแสนปอนด์ภายหลังที่ได้อำลาวงการ
อยากแนะนำให้ทุกท่าน รวมถึงท่านที่สนใจในศาสตร์ทางด้านการบริหาร หามาอ่านกันนะครับ
...เพราะเรื่องราวของยอดคน ถึงอย่างไรก็น่าอ่าน...
ข้อความนี้ ผมจำมาจากคุณพิษณุ นิลกลัด ซึ่งได้กล่าวไว้ครับ
เมื่อได้หยิบหนังสือ นำให้ชนะ ของ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่ได้ร่วมกันเขียนขึ้นโดย Alex Ferguson, Sir (อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน, เซอร์) และ Michael Moritz, Sir (ไมเคิล มอริตซ์, เซอร์) ขึ้นมาอ่าน ก็ทำให้นึกถึงคำคมข้างต้น
นี่ถือเป็นหนังสือที่บอกเล่าประสบการณ์ ของคนที่มีความเชี่ยวชาญในงานของตนเองที่ดีมาก ๆ เล่มหนึ่งทีเดียว
เป็นหนังสือที่เล่าเรื่องราวประวัติส่วนตัวอย่างง่ายและน่าอ่าน
ไมเคิล มอริตซ์ ใช้การเล่าเรื่องเหมือนเรากำลังนั่งฟัง เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หรือ "เฟอร์กี้" เล่าเรื่องราวของตนเองให้เราฟังอย่างไรอย่างนั้นเลยทีเดียว
เปรียบเสมือน How to ในระดับขึ้นหิ้ง ของบุคคลที่ประสบความสำเร็จในงานที่ตนทำอยู่ และรู้จักงานของตนเองเป็นอย่างดี
แม้จะเป็นเรื่องราวของคนในแวดวงฟุตบอล แต่ในความเป็นจริงแล้ว การทำงานไม่ว่าในแวดวงใดก็ไม่แตกต่างกัน เพราะเราจำเป็นต้องบริหารคนเป็นหลัก
เพราะ "คน" คือ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจขององค์กร
ในช่วงที่ผ่านมา มีหนังสือของเซอร์อเล็กซ์ ออกมาพร้อมกัน 2 เล่ม โดยเล่มก่อนหน้านี้ แปลโดย คุณนันทขว้าง สิริสุนทร เนื้อหามุ่งเน้นในชิงประวัติส่วนตัวและผลงานด้านฟุตบอลเป็นหลัก
ขณะที่เล่มนี้ มุ่งเน้นในเรื่องของเทคนิคการบริหารจัดการในงานของตัว เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน
เริ่มจากการเป็นเด็กบ้านนอก จากเมืองเมืองกลาส์โกว ที่เรียนไม่จบระดับชั้นมัธยม เป็นลูกของคนงานต่อเรือ ที่อาศัยอยู่ในเมืองที่มีคุณลักษณะแบบบ้านนอกของประเทศสก็อร์ตแลนด์
แต่มีความเชี่ยวชาญในสิ่งที่เขาชอบที่สุดในชีวิต คือ "ฟุตบอล"
ก้าวขึ้นมาเป็นคนสร้างแบรนด์ ให้กับทีมฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จนกลายเป็นแบรนด์สินค้าระดับโลก
จากทีมที่มีมูลค่าซื้อขายกันเพียง 20 ล้านปอนด์ (ช่วงปี 1987-1990) ซึ่ง มาร์ติน เอ็ดเวิร์ด เจ้าของสโมสสรเดิมคิดจะขายในราคานี้
เติบโตมาจนกลายเป็นแบรนด์ที่มีมูลค่ากว่าพันล้านปอนด์ในปัจจุบัน
ต้องรับมือกับสารพัด "จีเนียส" ทางด้านฟุตบอล จนกลายเป็นยอดฝีมือแห่งวงการ
พร้อมทั้งได้วางหลักในการสร้างทีมที่ว่า ... ไม่สร้างดาวเด่น แต่สร้างทีมงานที่ทำงานทดแทนกันได้..
ส่งผลให้ทีมฟุตบอลอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังคงฟอร์มการเล่นที่อยู่ในระดับมาตรฐานเสมอมา
ก่อนจะก้าวไปสู่การเป็นผู้บรรยายในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่มีค่าตัวนับแสนปอนด์ภายหลังที่ได้อำลาวงการ
อยากแนะนำให้ทุกท่าน รวมถึงท่านที่สนใจในศาสตร์ทางด้านการบริหาร หามาอ่านกันนะครับ
...เพราะเรื่องราวของยอดคน ถึงอย่างไรก็น่าอ่าน...
ข้อความนี้ ผมจำมาจากคุณพิษณุ นิลกลัด ซึ่งได้กล่าวไว้ครับ
สุรศักดิ์ อัครอารีสุข
วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
จุดแข็งของที่ปรึกษาอยู่ตรงไหน
หนังสือ 44 เฟรมเวิร์ก สุดยอดเครื่องมือแก้ปัญหา (2556) ของสำนักพิมพ์ ส.ส.ท.
ถือเป็นหนังสือในหมวด ด้านการบริหารองค์กร ที่อยากแนะนำให้หลาย ๆ ท่านที่ทำงานด้านนี้ ได้หามาอ่านกันครับ
ผมจึงคัดตอนบางส่วนจากบทนำ ในส่วนที่หนังสือกล่าวถึง ความสำคัญของเฟรมเวิร์ก
โดยการยกตัวอย่าง ที่ปรึกษา ซึ่งมีความกระชับดีมาให้ลองอ่านกัน
เริ่มจาก มีคำถามที่ว่า ...
... เพราะเหตุใด เมื่อที่ปรึกษาเดินทางไปพบลูกค้าในครั้งแรก ก็สามารถให้คำปรึกษากับลูกค้าได้เลย โดยสามารถให้คำแนะนำจากมุมมองผู้เชี่ยวชาญได้ทันที....
เขาบอกว่า...เพราะที่ปรึกษามีอาวุธที่สำคัญอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ เฟรมเวิร์ก นั่นเอง
เนื่องจากการที่ลูกค้าหันมาจ้างที่ปรึกษา ก็เพราะว่าลูกค้า มีปัญหา
และปัญหานั้น ก็เกิดจาการขาดการมองภาพรวม ที่ทำให้เกิดปัญหา 2 ประการ ตามมา นั่นคือ
1. ทำให้ลูกค้ามองไม่เห็นโอกาสที่มีความสำคัญ และ...
2. ทำให้ลูกค้ามีการใช้ ทรัพยากรทางด้านการบริหาร (3M และ 1I คือ Man Money Material and Intelligence) ไปกับเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์ และไม่สามารถสร้างผลงานให้คุ้มค่ากับทรัพยากรที่บริษัทได้ทุ่มเทลงไป
ซึ่งที่ปรึกษาเมื่อเข้ามาให้คำปรึกษา ก็ได้นำเฟรมเวิร์กมาใช้ในการ ตรวจประเมินบริษัท ของลูกค้า
แล้วจึงนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา พร้อมทั้งชี้ข้อบกพร่องจากการขาด การมองภาพรวม และจุดที่ลูกค้ามองข้ามไป
จากนั้น ก็ทำการแก้ไขให้ธุรกิจของลูกค้า มีความสอดคล้องกันในภาพรวม การลงทุนของลูกค้าจึงกลับมามีความสมดุลอีกครั้ง
ทั้งหมดนี้ คือ การตรวจประเมินลูกค้าด้วย MECE[1]
นอกจากนั้น ที่ปรึกษาจะใช้การนำเสนอกรอบ FPD (Format-Process-Data) ให้กับลูกค้าเป็นลำดับแรก คือ...
Format เป็นแบบฟอร์มสำหรับเขียน Output ในการ สำรวจปัญหาเพื่อบอกคำเสนอแนะ ให้กับลูกค้า
Process เป็นการสอบหากระบวนการและขั้นตอนของปัญหา ที่ปรากฎใน Output
Data เป็นการรวบรวบข้อมูลและความรู้ต่าง ๆ ที่จำเป็น จากตัวลูกค้า
เมื่อได้นำข้อมูล มาคิดวิเคราะห์แล้ว ที่ปรึกษาก็จะให้ คำชี้แนะ ในการปฏิรูปองค์กรต่อไป
ตัวที่ปรึกษาเองนั้น เวลาที่ทำ FPD ก็จะพิจารณาถึง กรอบเฟรมเวิร์ก อยู่เสมอ
จุดแข็งของที่ปรึกษา จึงอยู่ที่ความสามารถในการแสดงมุมมอง ภาพรวมและแก้ไขจุดบกพร่อง หรือความผิดเพี้ยน ความคิดของลูกค้าได้
แต่อย่างไรก็ตาม คนที่จะต้องลงมือทำหรือแก้ไขปัญหา ก็คือ ตัวลูกค้า อยู่ดี
ดังนั้น ไม่ว่าจะอย่างไรก็หนีไม่พ้นที่ ลูกค้า จะต้องลงมือทำหรือแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง
จะคาดหวังให้คนอื่นมาช่วยทั้งหมดนั้น คงไม่ดีเท่าไร
ถือเป็นหนังสือในหมวด ด้านการบริหารองค์กร ที่อยากแนะนำให้หลาย ๆ ท่านที่ทำงานด้านนี้ ได้หามาอ่านกันครับ
ผมจึงคัดตอนบางส่วนจากบทนำ ในส่วนที่หนังสือกล่าวถึง ความสำคัญของเฟรมเวิร์ก
โดยการยกตัวอย่าง ที่ปรึกษา ซึ่งมีความกระชับดีมาให้ลองอ่านกัน
เริ่มจาก มีคำถามที่ว่า ...
... เพราะเหตุใด เมื่อที่ปรึกษาเดินทางไปพบลูกค้าในครั้งแรก ก็สามารถให้คำปรึกษากับลูกค้าได้เลย โดยสามารถให้คำแนะนำจากมุมมองผู้เชี่ยวชาญได้ทันที....
เขาบอกว่า...เพราะที่ปรึกษามีอาวุธที่สำคัญอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ เฟรมเวิร์ก นั่นเอง
เนื่องจากการที่ลูกค้าหันมาจ้างที่ปรึกษา ก็เพราะว่าลูกค้า มีปัญหา
และปัญหานั้น ก็เกิดจาการขาดการมองภาพรวม ที่ทำให้เกิดปัญหา 2 ประการ ตามมา นั่นคือ
1. ทำให้ลูกค้ามองไม่เห็นโอกาสที่มีความสำคัญ และ...
2. ทำให้ลูกค้ามีการใช้ ทรัพยากรทางด้านการบริหาร (3M และ 1I คือ Man Money Material and Intelligence) ไปกับเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์ และไม่สามารถสร้างผลงานให้คุ้มค่ากับทรัพยากรที่บริษัทได้ทุ่มเทลงไป
ซึ่งที่ปรึกษาเมื่อเข้ามาให้คำปรึกษา ก็ได้นำเฟรมเวิร์กมาใช้ในการ ตรวจประเมินบริษัท ของลูกค้า
แล้วจึงนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา พร้อมทั้งชี้ข้อบกพร่องจากการขาด การมองภาพรวม และจุดที่ลูกค้ามองข้ามไป
จากนั้น ก็ทำการแก้ไขให้ธุรกิจของลูกค้า มีความสอดคล้องกันในภาพรวม การลงทุนของลูกค้าจึงกลับมามีความสมดุลอีกครั้ง
ทั้งหมดนี้ คือ การตรวจประเมินลูกค้าด้วย MECE[1]
นอกจากนั้น ที่ปรึกษาจะใช้การนำเสนอกรอบ FPD (Format-Process-Data) ให้กับลูกค้าเป็นลำดับแรก คือ...
Format เป็นแบบฟอร์มสำหรับเขียน Output ในการ สำรวจปัญหาเพื่อบอกคำเสนอแนะ ให้กับลูกค้า
Process เป็นการสอบหากระบวนการและขั้นตอนของปัญหา ที่ปรากฎใน Output
Data เป็นการรวบรวบข้อมูลและความรู้ต่าง ๆ ที่จำเป็น จากตัวลูกค้า
เมื่อได้นำข้อมูล มาคิดวิเคราะห์แล้ว ที่ปรึกษาก็จะให้ คำชี้แนะ ในการปฏิรูปองค์กรต่อไป
ตัวที่ปรึกษาเองนั้น เวลาที่ทำ FPD ก็จะพิจารณาถึง กรอบเฟรมเวิร์ก อยู่เสมอ
จุดแข็งของที่ปรึกษา จึงอยู่ที่ความสามารถในการแสดงมุมมอง ภาพรวมและแก้ไขจุดบกพร่อง หรือความผิดเพี้ยน ความคิดของลูกค้าได้
แต่อย่างไรก็ตาม คนที่จะต้องลงมือทำหรือแก้ไขปัญหา ก็คือ ตัวลูกค้า อยู่ดี
ดังนั้น ไม่ว่าจะอย่างไรก็หนีไม่พ้นที่ ลูกค้า จะต้องลงมือทำหรือแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง
จะคาดหวังให้คนอื่นมาช่วยทั้งหมดนั้น คงไม่ดีเท่าไร
สุรศักดิ์ อัครอารีสุข
[1]
วิธีการมองภาพรวมทั้งหมด โดยที่เนื้อหาครบถ้วน ไม่ซ้ำซ้อน เรียกว่า “MECE (Mutually Exclusive Collectively Exhaustive)” เป็นคีย์เวอร์ดของการคิดแบบ ตรรกะ ซึ่บพัฒนาขึ้นโดย บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลก
McKinsey
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)