วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ออม ใช้ ปัน

       มีภาษิตญี่ปุ่นบทหนึ่ง  กล่าวไว้ว่า...  "พ่อแม่นั้นให้กำเนิดเรา  แต่เงินตราเท่านั้นที่ทำให้ชีวิตอยู่รอด"
       ภาษิตข้างต้น  ฟังดูแล้วเป็นทุนนิยมมาก ๆ เลยใช่ไหมครับ  แต่ถ้าเราพิจารณาดูดี ๆ ก็มีความจริงซ่อนอยู่ไม่น้อยทีเดียว
       ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือ  "เลี้ยงลูกให้ใช้เงินเป็น (Bringing Up Money Smart Kids by Adam Khoo and Keon Chee : 2015.  แปลโดย พรรณี  ชูจิรวงศ์)"  หนังสือขายดีอันดับหนึ่งของประเทศสิงคโปร์

       เมื่อได้อ่านจนจบแล้ว (เล่มบาง ๆ อ่านง่ายมากครับ)  ก็อยากแนะนำต่อให้หลาย ๆ ท่าน  โดยเฉพาะคนที่กำลังเป็นคุณพ่อคุณแม่มือใหม่  รวมถึงทุก ๆ ท่าน  ได้ลองหามาอ่านกันครับ
       เพราะเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้  เหมือนกำลังตอบโจทย์ตามภาษิตที่ผมได้ยกขึ้นมาอ้างอิงตอนต้นของบทความนี้เลยครับ
       ผู้เขียนทั้งสองมองว่า  ยุคสมัยปัจจุบัน  เวลา  เป็นสิ่งที่หายากยิ่งกว่า  เงินทอง 
       และพวกเราทุกคนในฐานะพ่อแม่ ยิ่งต้องการ  คำแนะนำเรื่องเงิน  อย่างมาก
       พวกเราทุกคนต่างก็อยากรู้ว่า  จะสอนลูกอย่างไรให้ใช้เงินเป็น  และ  รู้จักจัดการเงินของตนเองอย่างมีความรับผิดชอบ
       ทั้งนี้  ก็เพื่อให้ลูก ๆ ของเราสามารถดำเนินชีวิตได้ต่อไปอย่างยั่งยืน
       โดยที่การส่งมอบต่อของเรานั้น  ต้องไม่เป็นการทำร้ายตัวเขา  ให้เหมือนกับว่า  ลูกของเราถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1  โดยไม่ทันตั้งตัว
       จนกลายเป็นการสร้างนิสัยที่ขาดวินัยทางการเงิน
       หนังสือแบ่งเนื้อหาออกเป็น 11 บท  โดยเริ่มตั้งแต่การกล่าวถึงความสำคัญว่าทำไมเราต้องสอนลูกของเราให้ใช้เงินเป็น
       และจบด้วยบทสุดท้าย  เรื่องการส่งผ่านความมั่งคั่งไปยังลูกของเรา  โดยที่ไม่เป็นการทำร้ายพวกเขา  ผ่านการจัดทำแผนมรดกด้วยเครื่องมือทางกฎหมายที่เรารู้จักกันดี คือ  "พินัยกรรม"
       ที่สำคัญ  ในตอนท้ายแต่ละบทยังมี  "แบบฝึกหัด"  ให้เราได้ทดลองทดสอบตนเองว่า  เราทำได้ดีแล้วหรือยัง  พร้อมทั้งมีคำอธิบายให้เราสามารถนำไปปรับใช้เป็นแนวทางเพิ่มเติมด้วยครับ
       ประเด็นหนึ่งที่ผมชอบหนังสือเล่มนี้มาก  ก็คือ....
       ผู้เขียนได้นำเสนอ  "กรอบ หรือ เฟรมเวิร์ก"  สำหรับใช้เป็นหลักในการบริหารเงิน
       เราสามารถนำมาใช้เป็นพื้นฐานในการบริหารเงิน  และใช้สอนลูกของเราได้อย่างกระชับและมีทิศทาง
       มุมมองของผม  ถือว่าเป็นกรอบหรือเฟรมเวิร์กที่จดจำง่าย และน่ารักทีเดียวครับ
       กรอบหรือเฟรมเวิร์กที่ว่า  ก็คือ  ออม - ใช้ - ปัน  ตามชื่อบทความนี้แหละครับ
       Adam Khoo และ Keon Chee  มองว่าความท้าทายของเราก็คือ  ...จะทำอย่างไรที่จะทำให้การออม  เป็นเรื่องที่พึงปรารถนาสำหรับลูกของเรา...
       ซึ่งจากกรอบหรือเฟรมเวิร์กข้างต้นนั้น  เราสามารถนำมาแบ่งแนวทางการบริหารเงินได้ออกเป็น 3 ขั้นตอน  ได้แก่  ให้ตั้งเป้าหมายว่าเราจะออมไปเพื่ออะไร  ให้เริ่มออมก่อนใช้จ่าย  และสุดท้ายการรู้จักใช้เงินออม
       โดยผู้เขียนทั้งสองเห็นว่า  การตั้งเป้าหมายในการออมและลูกของเราได้ทำจนลุล่วงแล้ว  ก็ถือเป็นความสำเร็จของพวกเขา  ดังนั้นเราจึงควรปล่อยให้พวกเขามีความสุขและได้รับรางวัลจากความสำเร็จนั้น
       นั่นคือ  เปิดโอกาสให้พวกเขาได้ใช้เงินบ้างจากเงินที่พวกเขาได้ออมไว้  โดยการอนุญาตให้ซื้อของเล่นหรือในสิ่งที่เขาได้ตั้งเป้าหมายไว้
       ทั้งนี้  ไม่ตัดเรื่องการวางแผนการออมระยะยาว  เมื่อเขาเติบโตขึ้น
       Adam Khoo และ Keon Chee  ยังบอกอีกว่า  "การออมเงิน"  ถือเป็นเพียงแค่ครึ่งเดียวของการสอนเรื่องเงินให้กับลูก
       "การวางแผนการใช้จ่าย"  ให้ถูกวิธี  ถือเป็นเรื่องสำคัญถัดมา  
       เหตุผลก็คือ  เพราะเงินส่วนใหญ่ของเราถูกจัดสรรไว้สำหรับการใช้จ่าย นั่นเอง
       ดังนั้น  การสอนให้ลูกของเราได้รู้ถึงวิธีการใช้จ่ายที่ชาญฉลาด  จึงมีความสำคัญมาก  ซึ่งอาจจะมากกว่าเรื่องการออมเงินอีกด้วย
       เมื่อเราสอน  "การวางแผนการใช้จ่าย" แล้ว  ถัดจากนี้  เราต้องคอยสอดส่งดูแล  และช่วยให้ลูกเราใช้จ่ายอย่างชาญฉลาดตามแผนที่ได้วางไว้
       และสุดท้ายในเรื่องของ "การให้" หรือ "การปัน"  ผู้เขียนทั้งสองใช้คำทั้งสองนี้ในความหมายเดียวกัน
       โดยเราจะต้องบอกเหตุผลแก่ลูกให้ได้ว่า  ทำไมเราต้องปัน  ทั้งที่เขาอาจจะยังมีเงินไม่พอใช้จ่าย
       ผู้เขียนทั้งสองมองว่า  บทเรียนนี้ต้องใช้ระยะเวลาซึมซับนานนับเป็นปี ๆ  แต่จะเป็นประโยชน์กับเขาชั่วชีวิต
       ในเรื่อง  "การปัน"  นั้น  ทั้งสองท่านให้มุมมองว่า  "การปันเป็นส่วนหนึ่งของความสุขที่แท้จริง"
       โดยอ้างอิงแนวคิดจากนักจิตวิทยา  "มาร์ติน  เซลิกแมน"  ประกอบ  ได้กล่าวถึงมนุษย์ที่มีความต้องการมีชีวิต 3 แบบ  คือ
              ชีวิตที่รื่นรมย์  คือ  การมีความรู้สึกในเชิงบวกกับ  อดีต  ปัจจุบัน  และอนาคต
              ชีวิตที่ดี  คือ  การมีชีวิตที่เปี่ยมพลังในการค้นพบจุดแข็งและความสามารถของตนเอง  และได้นำออกมาใช้งาน
              และสุดท้าย  ชีวิตที่มีความหมาย  คือ  การนำจุดแข็งและความสามารถของตนเอง  มาใช้ทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตนเอง  เช่น  การสละเวลาให้กับชุมชนที่ตนอยู่อาศัย
       ทั้งนี้  ทั้งสองเน้นย้ำว่า  การให้หรือการปันนี้  จะต้องขึ้นอยู่กับความสบายใจและออกมาจากใจของลูกเราเอง

สุรศักดิ์  อัครอารีสุข

วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2561

สอนลูกบริหารเงินตามอายุ

       บทความหนึ่งในหนังสือพิมพ์ รุงเทพธุรกิจ เมื่อนานมาแล้ว : ฉบับวันจันทร์ที่ 10 มกราคม 2548  เรื่อง  สอนลูกบริหารเงินตามอายุ  ซึ่งได้อ่านแล้วชอบมาก  
       จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อเผื่อเป็นประโยชน์แก่เรา ๆ ท่าน ๆ  ซึ่งมีเนื้อหาที่น่าสนใจทีเดียวครับ
       ทันทีที่เขาสามารถนับเลขได้  พ่อแม่ก็สามารถสอนให้เขารู้จักใช้เงินได้แล้ว  หลังจากนั้น  ก็ค่อย ๆ  เสริมบทเรียนทางการเงินบทใหม่ ๆ ให้ตามอายุที่เพิ่มขึ้นแบบง่าย ๆ  ดังนี้
            1. ช่วงเด็กก่อนวัยเรียน     ให้เข้าใจว่าการซื้อของต้องใช้เงิน  พยายามใช้จ่ายด้วยเงินสดต่อหน้าลูก  เพราะเครดิตการ์ดเป็นเรื่องที่  นามธรรม เกินไปสำหรับเด็กวัยนี้
            2.  เด็กวัย 3-5  ขวบ  เริ่มให้ลูกเก็บออมเงินในภาชนะที่  โปร่งใส  (ไม่ใช่กระปุกออมสินทึบ ๆ  แบบเก่า)  เพื่อที่เขาจะมองเห็นเงินได้  และตื่นเต้นเมื่อเห็นมันเพิ่มขึ้นจนเกือบจะเต็ม
            3.  เด็กวัย 5-7  ขวบ  (ในหนังสือ เลี้ยงลูกให้ใช้เงินเป็น. โดย Adam Khoo & Keon Chee" บอกว่า ให้เริ่มที่ 6 ขวบ เป็นวัยที่เหมาะสม) 
            เมื่อลูกเริ่มเข้าโรงเรียนแล้ว  ก็เป็นเวลาเหมาะสมที่จะเริ่มให้เงินค่าขนมกับลูกอย่างจริงจัง  และสม่ำเสมอ  โดยอาจเริ่มเป็นรายวันก่อน  สอนให้เขารู้จักทำงบประมาณใช้เงิน  และออมเงินในเวลาเดียวกัน
            4.  เด็กวัย 8-10  ขวบ  พาลูกไปเปิดบัญชีเงินฝากที่ธนาคาร   ให้เขาฝากเพิ่มเป็นประจำ  และอธิบายด้วยว่าธนาคารจะให้ดอกเบี้ยกับเขาเป็นการตอบแทน  ให้ลูกเรียนรู้เรื่องการทำงบประมาณ  ด้วยการให้เขาเข้ามีส่วนร่วม  (รับรู้)  ในการตัดสินใจทางการเงินของครอบครัว 
            นอกจากนี้  แนะนำให้เขารู้จักความหมายของคำว่า  ความเสี่ยง  และ  เงินรางวัล  ไว้ด้วย
            5.  เด็กวัย  11-13  ขวบ ในช่วงระหว่างชั้นประถมถึงมัธยมต้น เด็ก ๆ  จะสามารถเข้าใจโครงสร้างพื้นฐานของตลาดหุ้นได้แล้ว  ถ้าเขามีความสนใจ  ก็ให้ลองเลือกมาสัก 1-2 ตัว  เปลี่ยนค่าขนมจากรายวันเป็นรายสัปดาห์  และเป็นเดือนละ 2 ครั้ง  และให้เด็ก ๆ  ลองเริ่มหาเงินจากนอกบ้านบ้าง
            6.  เด็กวัย  13-15  ปี  แนะนำให้ลูกรู้จักกับ  หุ้นกู้  และแสดงให้เขาเห็นว่าจะทำการหาข้อมูลหุ้น  จะช่วยให้เขาตัดสินใจลงทุนได้ดีขึ้น
            7.  เด็กวัย  16-18  ปี  เมื่อลูกกำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย  ก็เริ่มมองอนาคตได้แล้ว  อาจให้เขาดูแลบัญชีเพื่อการศึกษาที่คุณเปิดไว้  เมื่อหลายปีก่อน  ด้วยตัวเอง  ลูกของคุณมีงานพาร์ทไทม์ทำหรือยัง  ถ้าเขาเริ่มมีรายได้แล้ว  ก็อย่าลืมสอนเรื่อง  การเสียภาษีด้วย
            8.  อันนี้เพิ่มเติมหลังจากได้อ่านเจอในหนังสือ  “คัมภีร์การค้าของชาวยิว, เขียนโดย ไอรีน เป, ได้บอกว่า...
            ....ในวัยนี้ (16-18 ปี) หรือในช่วง 13-15 ปี  พ่อแม่อาจจะสอนให้เขาเปิดบัญชีเงินบริจาคไว้เลยก็ได้ เป็นการออมสะสมไว้ทุกเดือน (โดยตัวเขาอาจจะมีเงินทุนเริ่มต้นใส่เข้ามาก่อนก็ได้)...  
            ซึ่งไปจำเป็นต้องบริจาคทุกเดือน  อธิบายให้เขาฟังว่าจะทำให้เรามีเงินพร้อมสำหรับการบริหารเพื่อการบริจาคแก่เพื่อนมนุษย์ที่ลำบากกว่าเราในกรณีต่าง ๆ 
            การสอนเรื่องบริจาคให้แก่เด็กได้เรียนรู้  จะทำให้เขาคำนึงถึงการทำเพื่อสังคมแต่เด็ก


สุรศักดิ์  อัครอารีสุข

วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561

Disruptive

       มีโอกาสหยิบหนังสือ การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่ (The Fourth Industrial Revolution, เคล้าส์ ชวาบ. ผู้ก่อตั้งและประธานสภาเศรษฐกิจโลก : World Economic Forum : 2016, แปลโดย ศรรวริศา เมฆไพบูลย์)  ขึ้นมาอ่าน  ก็สัมผัสถึงกระแสความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ที่ผู้เขียนได้กล่าวถึง

       จากข่าวการปิดตัวการให้บริการของธนาคารสาขาจำนวนมาก  หรือการยุติการผลิตของนิตยสารเล่มต่าง ๆ และหันไปให้บริการผ่านสื่อเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต เช่น การเปิดเพจเฟซบุ้คในนิตยสารจำนวนไม่น้อย  

       ล่าสุดที่สถานีโทรทัศน์ชื่อดังในอดีตที่ต้องมีการปลดพนักงานบางส่วนออกเพื่อปรับแนวทางการบริหารและการให้บริการด้วยนวัตกรรมใหม่ ๆ  

       ถือเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจในปัจจุบัน  และเข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

       ความท้าทายต่อแนวทางดั้งเดิม (Disruptive)  เป็นเสมือนความเปลี่ยนแปลงที่ฉับพลันและรุนแรงในโลกปัจจุบัน  และเกิดขึ้นแทบในทุกวงการ  ยากที่จะมีใครทานต่อสิ่งเหล่านี้ได้  

       ด้วยโลกได้เข้าสู่ช่วงต้นของ การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่  ตามที่หนังสือได้กล่าวไว้  โลกที่กำลังถูกผลักดันให้เข้าสู่จุดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่   

       มีข้อมูลว่า “พลังในการประมวลผลของกูเกิลในการตอบเสิร์ชของเราแต่ละครั้งในขณะนี้ เทียบเท่ากับการประมวลผลของโครงการอะพอลโลทั้งภาคพื้นดินและอวกาศ”  

       และยังมีการทำนายว่า ภายในปี 2025 “บนท้องถนนในอเมริกา ณ ขณะนี้ มีรถยนต์ไร้คนขับวิ่งถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ในฮ่องกงมีการใช้สมองกล (AI) มาร่วมเป็นกรรมการบริษัทแล้ว” ฟังดูแล้วน่าทึ่งมาก.. 

       ก็ไม่น่าแปลกใจที่สัญลักษณ์ที่เป็นเสมือนตัวแทนของโลกยุคก่อน เช่น นิตยสารต่าง ๆ  หรือธนาคารประเภทให้บริการเป็นสาขา  กำลังจางหายไปจากที่เราเคยสัมผัสได้ และอาจจะไม่อยู่ในความทรงจาของเด็ก ๆ รุ่นใหม่ที่จะเติบโตขึ้นมาในอนาคต

       อย่างไรก็ตามความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี ก็นับเป็นโอกาสที่ดีที่ทำให้ผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการในภาคต่าง ๆ สามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ขึ้นเพื่อใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร  หรือการให้บริการ  รวมถึงการเป็นแหล่งข้อมูลในการเผยแพร่เรื่องราวและข่าวสารในแวดวงที่ผู้บริโภคสนใจได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

       ที่เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในลักษณะก้าวกระโดดกันอย่างชัดเจนมากก็คือ ในภาคธนาคารที่ในปัจจุบัน  ผมคิดว่าเกือบทุกท่านจะต้องเคยใช้งานการชำระเงินผ่านระบบพร้อมพ์เพย์ และหรือระบบ QR Code ที่มีใช้กันอย่างแพร่หลายที่เราสามารถพบเห็นได้แม้กระทั่งร้านค้าริมทาง

       ถือเป็นการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิตอลใหม่ มาใช้งานร่วมกับผลิตภัณฑ์ของผู้ผลิตในสาขาต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

       เมื่อความเปลี่ยนแปลงมาถึงเราจะรับมืออย่างไร”  ผลิตภัณฑ์หรือสินค้า  ไปจนถึงผู้ให้บริการในภาคต่าง ๆ ที่เราใช้งานได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการรองรับความเปลี่ยนแปลงผ่านเครื่องมือใหม่ ๆ  

       ทำให้เห็นถึงความรับผิดชอบร่วมกันของผู้ผลิตและผู้บริโภคที่จะร่วมกันผลักดันและพัฒนาสังคมให้ก้าวหน้าต่อไปอย่างยั่งยืน

       ทั้งตื่นเต้นและท้าทายต่อความเปลี่ยนแปลงต่ออนาคตที่จะมาถึงทีเดียวครับ

สุรศักดิ์  อัครอารีสุข

วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ถ่ายทอดประสบการณ์

       กิจกรรมหนึ่งที่ผมอยากให้มีและเกิดขึ้นภายในหน่วยงานต่าง ๆ  ไม่จำกัดว่าต้องเป็นหน่วยงานรัฐหรือหน่วยงานเอกชน คือ การจัดให้มีการถก  แลกเปลี่ยน ถ่ายทอดประสบการณ์ ไปจนถึงมุมมองและความคิดในเรื่องการบริหารเงิน (ส่วนบุคคล) ขึ้นภายในหน่วยงาน  

       ซึ่งลักษณะหรือรูปแบบการจัดนั้น ไม่จำเป็นต้องจัดใหญ่แต่อย่างใด  อาจเป็นการจัดสัมมนาเล็ก ๆ ที่ประชาสัมพันธ์ในองค์กรหากใครสนใจ ก็เดินเข้ามาฟังได้  โดยเริ่มต้นที่คลาสเล็ก ๆ สัก 4-6 คน   ก็เพียงพอ  

       โดยวิทยากรนั้นก็ใช้การเชิญบุคลากรในหน่วยงานที่องค์กรเล็งเห็นว่ามีความเป็น Best Practice หรือคนต้นแบบที่ดี  ที่น่าจะมีความรู้ในระดับหนึ่งมาถ่ายทอด  ซึ่งอาจจะจัดให้มีลักษณะเช่นนี้สักเดือนละครั้ง

       การจัดให้มีสัมมนาแลกเปลี่ยนลักษณะนี้ในองค์กร  แรก ๆ อาจจะดูขัดเขินในตอนแรก  แต่ประโยชน์สุดท้ายจะเป็นประโยชน์ต่อบุคลากรในองค์กรในระยะยาวโดยเฉพาะกับกลุ่มพนักงานที่พึ่งเริ่มต้นทำงาน  ที่จะทำให้เขามีทิศทางอย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นทำงานในเรื่องของความคิดในการบริหารเงิน  

       เพราะการนำเสนอในลักษณะเช่นนี้ไม่ได้เป็นเรื่องของความรู้ทางการเงิน เนื่องจากเราสามารถค้นหาความรู้เกี่ยวกับเงินหรือแม้แต่เรื่องใด ๆ ในการทำงานจากอินเตอร์เน็ตได้อยู่แล้วในปัจจุบัน  แต่เป็นเรื่องของการนำเสนอ “วิธีคิดและตัวตน” ของผู้บรรยายหรือแม้กระทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการถกแลกเปลี่ยนในแต่ละครั้ง  เป็นการแสดงออกถึง “เหตุผล”  ที่อยู่เบื้องหลังในการทำสิ่งต่าง ๆ ที่เขาได้ทำไปแล้วนั่นเอง

       ถ้าเราได้เคยติดตามข่าวสารในเรื่องเศรษฐกิจระดับโลก  เราอาจจะเคยได้ยินการประชุมของ “สภาเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Forum (WEF.)  ซึ่งเป็นองค์กรภาคเอกชนที่ได้จัดตั้งโดยนักเศรษฐศาสตร์ชาวสวิสเซอร์แลนด์ (เคล้าส์ ชวาบ, ผู้ก่อตั้งและประธานสภาเศรษฐกิจโลก. การปฏิวัตอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 (The Fourth Industrial Revolution) : 2016))  

       การประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนดังกล่าว  มีการเชิญมีผู้เข้าร่วมการประชุม ณ เมืองดาวอส เป็นประจำทุกปี  ทั้งระดับผู้นำ ผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจ องค์การระหว่างประเทศ และนักวิชาการจากทั่วโลก  มาร่วมกันถกแลกเปลี่ยนในเรื่องเศรษฐกิจและทิศทางใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นรวมถึงการตระหนักถึงปัญหาต่าง ๆ ด้านเศรษฐกิจที่อาจส่งผลกระทบหรือการเตรียมความพร้อมรับมือร่วมกัน  

       จนนำไปสู่การสร้างความร่วมมือในด้านต่าง ๆ และขยายเวทีการแลกเปลี่ยนไปสู่ระดับภูมิภาคอื่น ๆ ที่มิใช่เฉพาะสถานที่ที่เริ่มต้น  ซึ่งในที่นี้รวมถึงประเทศไทยด้วยครับ

       ที่ยกประเด็นเรื่อง WEF มากล่าวถึงก่อนหน้านี้  ผมเพียงแค่ต้องการยกตัวอย่างรูปแบบการจัดให้มีการหารือแลกเปลี่ยนมุมมองภายในองค์กร  อาจจะฟังดูเหมือนค่อนข้างใหญ่โต  แต่ในมุมมองผมไม่แตกต่างกันครับ  

       ถ้าในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค ไปจนถึงระดับโลก  ยังต้องมีการจัดเวทีเฉพาะไว้เพื่อให้ตัวแทนจากภาคส่วนต่าง ๆ มาร่วมกันหารือหรือถกแลกเปลี่ยนกันในเรื่องที่จำเพาะเจาะจงเช่นเศรษฐกิจ  ผมมองว่าในระดับบุคคลหรือระดับองค์กรก็ไม่แตกต่างกัน   เพียงแต่ประเด็นที่เราจะนำมาร่วมกันแลกเปลี่ยนนั้น  ก็อาจจะตีกรอบให้เล็กลงในระดับที่เกี่ยวข้องกับตัวเรา  เช่น เรื่องการบริหารเงินส่วนบุคคล  ซึ่งในอนาคตก็อาจพัฒนาไปสู่การแลกเปลี่ยนมุมมองในการทำงานอื่นๆ  ได้มากขึ้น  โดยการนำรูปแบบเช่นนี้มาใช้ให้มีประสิทธิภาพภายในแต่ละหน่วยงาน

       เพื่อให้กระชับมุมมอง เวลาที่เราทำลักษณะ Forum ภายในหน่วยงานขึ้น  ประเด็นประสบการณ์ที่เราสามารถนำมาแลกเปลี่ยนมุมมองกัน ก็คือ “ประโยชน์”  ที่เราได้รับจากวิธีการคิดหรือที่ได้ลงมือทำ  ข้อเสียหรือผลกระทบที่เราควรระมัดระวัง  เป็นสิ่งที่ควรทำหรือไม่  ถ้าทำแล้วเป็นอย่างไร  ทำไมถึงนำเสนอวิธีคิดแบบนั้น
 
       “วิธีคิด”  ของผู้ที่มาถ่ายทอดนั้น  คือ ส่วนที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่าง  (ประยุกต์มาจาก : โยอิจิ อิโนอุเอะ, ว่างงาน แต่ไม่ว่างเงิน. แปลโดย มนชนก มากบุญประสิทธิ์. 2558) ของทั้งผู้ถ่ายทอดและผู้ที่เข้าร่วมแลกเปลี่ยนของแต่ละท่านนั่นเองครับ


สุรศักดิ์  อัครอารีสุข

ให้เงินค่าขนม

       Adam Khoo กับ Keon Chee  เจ้าของผลงาน  Bringing Up Money Smart Kids (2015) หรือในชื่อภาษาไทยว่า  เลี้ยงลูกให้ใช้เงินเป็น  แปลโดย พรรณี  ชูจิรวงศ์  หนังสือขายดีอันดับหนึ่งของประเทศสิงคโปร์
       ได้แนะนำ  เคล็ดลับ  ที่สำคัญอันหนึ่ง  สำหรับใช้ในการเลี้ยงลูกให้แก่เรา ๆ ในฐานะพ่อ-แม่
       เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการ  ปลูกฝังทักษะเรื่องเงิน  ให้แก่ลูก ๆ ตั้งแต่ยังเล็ก  นั่นคือ  การให้เงินค่าขนม  แก่เด็ก
       ทั้งสองบอกว่า  วัยที่เหมาะสมที่สุด  ที่เราจะเริ่มให้เงินค่าขนมได้  เขาบอกว่าประมาณ 6 ขวบขึ้นไป  (เป็นช่วงเข้าเรียนชั้นประถม)
       เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่เขาเริ่มต้องใช้เงินภายในโรงเรียน  และเริ่มเรียนรู้วิธีการบริหารเงิน  ว่าเงินใช้ทำอะไรได้บ้าง  ซื้ออะไรได้บ้าง  ฯลฯ
       โดยไม่ตัดประเด็นที่ว่า  หากลูกอายุมากกว่านี้  ก็ยังสามารถที่จะเริ่มต้นสอนเรื่องนี้ได้
       ทั้งสองยังบอกอีกว่า  พ่อแม่ควรบอกลูกเลยว่า ... 
       เราคาดหวังว่าจะให้เขานำเงินไปใช้อะไร  โดยไม่ให้พร่ำบอกว่า  เขาต้องซื้ออะไร
       แต่แนะนำให้เราวางกรอบกว้าง ๆ เป็นคำแนะนำแก่เด็ก  ให้เด็กได้รับทราบว่าเขาควรนำเงินไปใช้ โดยแบ่งเป็นสามส่วน  คือ  ออม - ใช้ - ปัน
       ทั้งนีั้  เพื่อป้องกันมิให้เขานำเงินไปซื้อของเล่น  หรือขนมหวาน  เช่น  ลูกกวาดที่ไม่มีคุณค่าอะไร
       ขณะเดียวกัน  พ่อแม่ควรมีการ ทบทวนรายจ่าย กับลูกอย่างต่อเนื่อง  โดยทั้งสองเห็นว่าควรทบทวนอย่างน้อยปีละสองครั้ง
       แนวทางข้างต้น  ถือเป็นรูปแบบ  การบริหารเงิน  อย่างง่ายที่เราทุกคนสามารถนำไปใชสอนเด็ก ๆ  ที่เป็นลูกหลานของเราได้อย่างดีมากเลยครับ
       ผู้เขียนทั้งสองยังให้มุมมองเพิ่มเติมอีกว่า  การให้เงินค่าขนม  กับเด็ก  ก็เปรียบได้กับการที่เด็กมีรายได้ประจำ  ซึ่งเราต้องให้อย่างต่อเนื่องและต้องไม่ขาดตอน
       เปรียบได้กับตัวเรา  ที่ยังตัองได้รับเงินเดือน  ตรงเวลา
       การมีรายได้ประจำนั้น  ผู้เขียนมองว่าเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้  วิธีการบริหารเงิน อย่างถูกต้อง
       เพราะเมื่อมีเงินเป็นของตนเอง  เขาจะได้เริ่มลองออมเงินเพื่อวันข้างหน้า
       และเปิดโอกาสให้พวกเขา  สามารถเลือกที่จะนำไปใช้จ่ายกับอะไร  รวมถึงเริ่มต้นหัดแบ่งปันให้กับผู้อื่น
       การให้เงินค่าขนมแก่เด็ก ๆ นั้น  จะช่วยให้โอกาสเขาได้เรียนรู้และลองทำอะไรที่ผิดพลาดได้
       โดยเฉพาะในขณะที่ผลเสียที่ตามมายังไม่มากมายนัก
       ที่สำคัญ  ทำให้เขาได้รู้จักประเมินทางเลือกในการใช้เงิน  ในยามที่เขาต้องการอะไรมากกว่าหนึ่งอย่าง
       และทำให้เขาได้เรียนรู้ถึงคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ที่ได้มาด้วยเงินของตนเอง
       ในมุมมองของผม  จากแนวทางที่ผู้เขียนได้นำเสนอมาในข้างต้น  ผมอยากเรียกว่าวิชา  บริหารเงิน 101  แบบของจริงเลยครับ
       การมีกรอบหรือเฟรมเวิร์ก (framework) คือ  ออม - ใช้ - ปัน  ถือเป็นการกำหนดวัตถุประสงค์การบริหารเงินที่กระชับ  ทำให้ง่ายต่อการจดจำและนำไปปฏิบัติ
       รวมถึงเราสามารถใช้เป็น กรอบในการวิเคราะห์ การบริหารเงินของตัวเราไปพร้อมกันด้วย 
       เช่น ... เราออมเงินได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้หรือไม่ ?
       การใช้จ่ายของเราใช้ในเรื่องที่เป็นประโยชน์หรือไม่ ?
       ถึงเวลาที่เราควรจะแบ่งปันให้แก่คนอื่นหรือยัง ? ... ฯลฯ
       หรือหากมองในภาพรวม  ... ทำไมเมื่อเราบริหารเงินด้วยวิธีการนี้แต่ยังไม่บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้ ?  ... หากบรรลุเป้าหมายแล้วเราจะทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้อย่างไร...
       ซึ่งการที่เราบอกถึงวัตถุประสงค์ในการให้เงินค่าขนมแก่ลูกของเรา  ก็เหมือนเป็นการ ทำข้อตกลงเบื้องต้น  ให้เด็กได้รับทราบ
       เป็นเหมือนสัญญาที่เราในฐานะพ่อแม่ได้ทำกับลูกไปพร้อม ๆ กับการสอน การใช้เงินอย่างถูกวิธี
       ที่สำคัญที่สุด  เรายังมีการติดตามประเมินผลอย่างเป็นรูปธรรม  นั่นก็คือ  การทบทวนรายจ่ายกับลูกของเราอย่างน้อยปีละสองครั้ง
       เหมือนกับเป็นการทบทวนวัตถุประสงค์เมื่อแรกเริ่มระหว่างเราและลูกอย่างสม่ำเสมอ
       ถือเป็นการ  ให้ความรู้ทางการเงิน  ตั้งแต่พื้นฐานอย่างแท้จริงครับ
สุรศักดิ์  อัครอารีสุข

วันพฤหัสบดีที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2561

เริ่มต้นลงทุน

       “ถ้าอยากจะเริ่มต้นลงทุนจะต้องเริ่มต้นอย่างไรดี”   เป็นคำถามที่ผมมักจะได้ยินบ่อยมากจากบรรดาคนรู้จัก หรือเพื่อนสนิทอีกหลาย ๆ คน
    
       เมื่อได้ยินใครถามคำถามนี้ถ้าหากเราสนิทกันพอที่จะแนะนำได้โดยทันที  ผมก็จะบอกกับทุก ๆ คนเลยว่า   อันที่จริงแล้วพวกเราทุกคนต่างเริ่มต้นลงทุนกันมานานมากแล้วล่ะ  และปัจจุบันพวกเราทุกคนก็ยังลงทุนอยู่กันอย่างต่อเนื่อง  น้อยคนมากจริง ๆ ที่จะไม่ได้ลงทุนอะไรเลย

       เพื่อเป็นการตอบคำถามข้างต้นในบทความนี้  ผมจึงอยากนำเสนอรูปแบบการลงทุน 2 แบบ  ที่อยู่รอบตัวเราและใกล้ชิดกับพวกเรามากเป็นลำดับต้น ๆ ที่ไม่ว่าเราจะเป็นคนที่ทำงานกินเงินเดือน  หรือคนที่เป็นเจ้าของกิจการอยู่ก็ตาม  ที่เราจะต้องหันมาให้ความสำคัญอย่างจริงจังมากขึ้น

       ลงทุนแบบแรก  ก็คือ  “การฝากเงินกับธนาคาร”  ผมมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นการลงทุนแบบแรก ๆ เลย  ของพวกเรา ซึ่งส่วนใหญ่จะเริ่มต้นลงทุนรูปแบบนี้กันมาตั้งแต่ยังเด็ก  และจนปัจจุบันผมมั่นใจว่าทุก ๆ คนก็ยังคงมีสัดส่วนการลงทุนในหมวดนี้กันอย่างสม่ำเสมอ  ส่วนมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับภาระหน้าที่และกำลังของแต่ละคน  ผลตอบแทนหลักของการลงทุนประเภทนี้ก็คือ ดอกเบี้ย ตามแต่อัตราที่เราได้รับจากธนาคาร  

       แต่ผลตอบแทนอีกอย่างหนึ่งที่เรามักจะไม่ได้คิดถึงกันเท่าไรนักในเรื่องของการลงทุนในหมวดนี้ ก็คือ “จำนวนเงินทุนสะสม”  ที่พอกพูนขึ้นจากการที่เราค่อย ๆ สะสมในช่วงระยะเวลาหนึ่งก่อนที่จะพัฒนาเป็น  “โอกาส”  ที่เราจะหาทางนำเงินทุนนี้ไปขยายผลต่อ  หรือภาษาทางธุรกิจที่เรามักจะได้ยินกันบ่อยมากในปัจจุบัน  คือ  “การต่อยอดทางธุรกิจ”  เพราะทรัพยากรที่เป็นหัวใจสำคัญในการทำธุรกิจ  ก็คือ  “เงินทุนและเวลา” นั่นเอง 

       ลงทุนแบบที่สอง  ก็คือ  “การซื้อกองทุน”  ที่ไม่ว่าจะเป็นกองทุนที่เราซื้อด้วยตนเองซึ่งมีอยู่ทั่วไปในตลาด  หรือการเป็นสมาชิกเพื่อหักเงินออมสะสมเข้ากองทุนที่องค์กรที่เราทำงานอยู่ได้ตั้งขึ้นมา  เช่น “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ”   การลงทุนในรูปแบบนี้เพื่อน ๆ หรือคนรู้จักส่วนใหญ่กลับไม่ได้มองว่าเป็นการลงทุน  แต่กลับมองเพียงว่าเป็น  “การซื้อหน่วยลงทุน”  เพื่อนำมาใช้ในการหักภาษี  โดยเฉพาะในกลุ่มเพื่อนที่มีรายได้ต่อปีค่อนข้างสูง  ที่มีสัดส่วนการเสียภาษีต่อปีตั้งแต่ร้อยละ 10  ขึ้นไป  

       ผลตอบแทนจากการลงทุนในหมวดนี้  ก็มีทั้งกำไรส่วนต่างที่เกิดจากการขายกองทุนในกองที่อนุญาตให้เราทำได้เมื่อครบเงื่อนไข  หรือการได้รับเงินปันผลจากกองทุน (ถ้ามี)  ไปจนถึงกำไรสะสมจากประสิทธิภาพในการบริหารกองทุนจนทำให้กองทุนที่เราถือนั้นเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

       การลงทุนทั้งสองแบบที่ได้กล่าวในข้างต้น  พวกเราส่วนใหญ่มักจะไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องของการลงทุน  หรือการทำธุรกิจ  ทั้งที่เป็นการนำเงินออมที่เราได้สะสมไว้  หรือรายได้ที่เราได้รับมาใช้ในการซื้อกองทุนหรือนำไปฝากไว้กับธนาคาร  ซึ่งการทำดังกล่าวผมมองว่าก็ไม่ต่างกับ  “การลงทุนหรือทำธุรกิจ”  อยู่นั่นเอง    

       และเมื่อตัวเรายังไม่มีมุมมองในลักษณะนี้  ก็เป็นไปได้ว่าเราได้สร้างมุมมองที่จำกัดไว้เพียงด้านเดียว  ทำให้เราไม่มีแรงจูงใจที่จะคิดค้นหาวิธีการ  หรือกลยุทธ์ใด ๆ มาใช้เพื่อปรับแนวทางในการลงทุน  หรือการทำธุรกิจของตัวเราให้ดีขึ้นหรือเกิดประโยชน์สูงสุดต่อตัวเราเองยิ่ง ๆ ขึ้นไป

สุรศักดิ์  อัครอารีสุข