วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ส่งเสริมให้หารายได้อื่น

       มีคำโบราณกล่าวไว้ว่า  คุณไม่มีทางรู้จักคุณค่าของเงินอย่างแท้จริง  จนกว่าจะหามันได้ด้วยตัวเอง
       บทความนี้  เป็นเหมือนส่วนต่อขยายจากเรื่อง  การให้เงินค่าขนม  แก่ลูกของเรา
       หนังสือ  เลี้ยงลูกให้ใช้เงินเป็น  ของสองผู้แต่ง Adam Khoo  และ  Keon Chee  แห่งสำนักพิมพ์ WE LEARN  
       ได้กล่าวถึงแนวทาง การหารายได้อื่น  สำหรับเด็กนอกเหนือจาก  การให้เงินค่าขนม  แก่ลูกไว้อย่างน่าสนใจ
       นั่นคือ  การสอนลูกให้รู้จักหารายได้เพิ่มเติมด้วย  การหางานทำ  และ  การลงทุน 
       เริ่มต้นในเรื่องของ  การหารายได้จากการทำงาน  ผู้เขียนทั้งสองมองว่า  เราในฐานะพ่อแม่  ควรส่งเสริมให้ลูกออกไปหางานทำ
       เพราะผลที่ตามมา  จะทำให้ลูกของเราเห็นคุณค่าของเงิน  และเข้าใจได้อย่างรวดเร็วว่า  เงิน  ไม่ได้งอกขึ้นมาเอง  เราจำเป็นต้องทำงานจึงจะได้มา
       ทั้งสองแนะนำว่า  เวลาที่เหมาะสม  ที่ลูกของเราจะเริ่มหาเงินเองได้  นั่นก็คือ  เมื่อลูกของเราเริ่มรู้สึกว่า  เงินค่าขนม  ที่เราให้เริ่มไม่พอใช้และไม่พอเก็บออม
       วิธีการที่ยอดเยี่ยม  ก็คือ  การที่ลูกของเราเริ่มหารายได้จาก งานพาร์ตไทม์ หรือ งานพิเศษ ในวันหยุด
       เพราะเป็นวิธีการสอนให้ลูกของเรารู้จักถึง  ความรับผิดชอบ  การนำเสนอตนเอง  และ  การบริหารเงินตนเอง  ที่ได้รับมา
       ผู้เขียนทั้งสองให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า  การที่จะส่งเสริมให้ลูกทำงานหารายได้อื่นนั้น... 
       พ่อแม่ควรเตรียมความพร้อมให้กับลูกของตน 
       เพราะจะทำให้เขาสามารถทำงานได้สำเร็จ  และสร้างความมั่นใจในตนเองแก่ตัวเขา  ผ่านการ  ฝึกฝนทำงานบ้าน  ตั้งแต่ยังเล็ก
       ในยามที่ลูกของเราสามารถเริ่มต้นหา งานพาร์ตไทม์ หรือ งานพิเศษ  ทำได้แล้วนั้น   
       ให้เราสอนเขาวางตัวอย่างสุภาพและนำเสนอตนเองให้น่าสนใจ   ด้วยการทำ Resume  หรือการทำนามบัตรแนะนำตัวอย่างย่อไว้พร้อมใช้งานเสมอ
       ซึ่งอาจบันทึกเก็บไว้ในบล็อกที่เขาได้จัดทำขึ้นไว้ใช้งานส่วนตัว  ก็จะทำให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น   (ลองอ่านที่ลิ้งค์นี้ได้ครับ https://surasak-akkaraareesuk.blogspot.com/2019/01/blog-post_16.html)
       ผู้เขียนยกตัวอย่างเรื่องการทำงานพาร์ตไทม์  หากลูกของเราเลือกทำงานเป็น  ครูสอนพิเศษ 
       เราในฐานะพ่อแม่  ควรศึกษาให้รู้อย่างถ่องแท้ว่า  ครูสอนพิเศษที่ดีนั้นเป็นอย่างไร  
       เพื่อนำมาถ่ายทอดมุมมองนี้ให้แก่ลูกของเราใช้เป็นหลักในการทำงาน  เช่น  ครูสอนพิเศษที่ดีควรจะ.......
              สอนให้ลูกศิษย์ได้เรียนรู้  มิใช่การไปทำการบ้านให้...
              ต้องรู้เทคนิคในการสอน  เช่น  ทำให้ลูกศิษย์รู้ว่าตนเองถูกคาดหวังอะไร  ให้คำแนะนำลูกศิษย์อย่างตรงไปตรงมา  และหมั่นจดบันทึกการสอน
              ตั้งใจฟังลูกศิษย์  โดยการทำความเข้าใจการบ้านของเขา  ก่อนที่ครูจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือ  ....อย่างนี้เป็นต้น
       สิ่งสำคัญที่สุด  เราจะต้องจับคู่ในเรื่องของ  ทักษะ  ความสนใจ  และพรสวรรค์  ของลูกของเราให้สอดคล้องกับงานที่เขาจะไปทำ  
       เพื่อที่เราจะได้ให้คำแนะนำแก่เขาได้อย่างมีทิศทาง
       ผลพลอยได้ที่จะตามมา  อาจจะทำให้เขาค้นพบว่า...  ในอนาคตเขาอยากจะทำอะไร  
       พร้อมทั้งได้เรียนรู้ว่าเงินทองไม่ได้หามาง่าย ๆ  ตัวเขาจะต้อง มีความพยายาม  มีทักษะในงานที่จะทำ  และมีความกระตือรือร้น  อย่างต่อเนื่อง
       การสอนลูกให้รู้จักหารายได้อื่นเพิ่มเติมในส่วนที่สอง  คือ  การหารายได้จาก  การลงทุน 
       ผู้เขียนได้กล่าวถึงแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังของการลงทุน  ก็คือ  เราควรที่จะนำเงินไปใช้ในแบบที่เกิดดอกออกผล
       เพราะการปล่อยเงินไว้เฉย ๆ จะทำให้มูลค่าของเงินลดลงจากอิทธิพลของเงินเฟ้อ 
       เราสามารถสอนเรื่องลงทุนให้กับลูกของเรา  ผ่านเครื่องมือการลงทุนที่มีอยู่มากมาย  
       อันได้แก่... หุ้นสามัญ  หุ้นกู้  ไปจนถึงกองทุนรวมดัชนี
       เหตุผลหนึ่ง  ก็เนื่องจากเป็นวิธีการลงทุนที่ง่ายที่สุด 
       เพราะสิ่งเหล่านี้  มีการซื้อขายกันผ่าน  ตลาดขนาดใหญ่  ที่คนเราทุกคนต่างรู้จักกันดีรองรับอยู่แล้ว  โดยที่เราไม่ต้องไปวิ่งหา  
       เช่น  ตลาดหลักทรัพย์ในประเทศไทย  ตลาดหลักทรัพย์ในประเทศสิงคโปร์  ไปจนถึงตลาดหลักทรัพย์ในประเทศยักใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา  เป็นต้น
       อีกเหตุผลหนึ่งนั้น  ก็เพราะในตลาดเหล่านี้  ต่างมีบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ  ซึ่งมีความเกี่ยวโยงกับตัวเด็ก ๆ  
       เช่น...ของเล่น  เกมส์คอมพิวเตอร์  ตุ๊กตาบาร์บี้  สวนสนุก  ร้านกาแฟ  ร้านอาหารแมคโดนัลด์  โทรศัพท์มือถือ  อุปกรณ์กีฬา  etc. ....
       ทั้งสองมองว่า  สิ่งที่เป็นความท้าทายสำหรับพ่อแม่   ก็คือ  การโน้มน้าวให้ลูกเชื่อว่า  เขาควรนำเงินไปลงทุน  มากกว่าการนำเงินไปใช้จ่ายที่น่าจะสนุกกว่า
       และต้องไม่ลืมที่จะอธิบายให้เขาได้รับทราบ  ถึงความเหมือนและความแตกต่างระหว่าง  หุ้นสามัญ  กับ  หุ้นกู้   ว่า....
       เมื่อเราซื้อหุ้นสามัญหรือหุ้นกู้  ก็เท่ากับเรา  ให้บริษัทกู้ยืมเงิน  นั่นเอง  
       ขณะเดียวกันเราก็ต้องอธิบายให้ได้ว่า....   
              ผลตอบแทนของการลงทุนแต่ละอย่าง  คืออะไร ?  
              การลงทุนใดที่เราต้องรับความเสี่ยงมากกว่ากัน ?  
              การลงทุนใดที่ให้ผลตอบแทนแก่เรามากกว่า ? 
              และ....ในระยะยาวสิ่งใดที่ให้ผลตอบแทนได้ดีที่สุด ?
       ผู้เขียนทั้งสองได้ให้ข้อคิดส่งท้าย  ถึงความสำเร็จที่เราจะส่งเสริมให้เด็กประสบความสำเร็จในการลงทุน  ก็คือ
       เราสอนอะไรเราก็ต้องทำอย่างนั้น  มีคำกล่าวที่ว่า  เราไม่ต้องพูดเรื่องการลงทุนกับเด็กมากมายนัก  เพราะเด็กฉลาดกว่าที่เราคิด  เขาจะสังเกตตัวเราจากพฤติกรรมที่เราทำ 
       เราต้องเรียนรู้อยู่เสมอ  เพราะการลงทุนเป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต  เราต้องหมั่นศึกษาหาประเด็นใหม่ ๆ ที่เกี่ยวกับการลงทุนมาคุยกับลูก   เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
       เราต้องทำให้เป็นเรื่องง่าย  ทั้งสองเตือนว่า  เราไม่ควรที่จะนำคำศัพท์ที่ยาก ๆ ในเรื่องที่เกี่ยวกับการลงทุนมาคุยกับลูกหรอก  ....เพราะสิ่งที่เขาต้องการจริง ๆ คือ  เขาจะซื้อได้อย่างไร  และ  ขณะนี้การลงทุนของเขามีผลตอบแทนเท่าไรแล้ว
       การสอนให้ลูกทำงานพาร์ตไทม์และการฝึกให้ลูกรู้จักลงทุนตั้งแต่ยังเล็กนั้น   จะทำให้เขามีรายได้พิเศษ  และยังเป็นการสร้างประสบการณ์ที่ล้ำค่าในอนาคต 
       ให้เกิดขึ้นกับตัวเขาและแก่ครอบครัวของเรา

สุรศักดิ์  อัครอารีสุข

วันพุธที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2562

จดบันทึกลงบล็อก

       เจมส์ แมคกราท (James Mcgrath) และ บ็อบ เบทส์ (Bob Bates)  สองผู้แต่งหนังสือ 89 กลยุทธ์ ที่องค์กรระดับโลกใช้สร้างองค์กรและบริหารคน หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า The Little Book of BIG Management Theories  แปลโดย วิชิตรา  สุนทรพิพิธ  ได้กล่าวไว้ตอนต้นของหนังสือเล่มนี้ว่า..
       ...หากไม่มีทฤษฎีการจัดการและไอเดียที่บอกคุณถึงการปฏิบัติ  คุณก็เหมือนช่างไม้ที่มีค้อนเพียงอันเดียวในกล่องเครื่องมือ โดยมีผลลัพธ์ของทุกปัญหาเป็นเหมือนตะปู...
       ซึ่งทั้งสองมองว่า  การที่เราจะเป็นนักบริหารที่มีความสามารถสูง  จนกลายเป็นที่จับตาขององค์กรได้นั้น  การมีความรู้พื้นฐานในทฤษฎีด้านการจัดการต่าง ๆ นั้น  ถือเป็นจุดเริ่มต้นของตัวเรา 
       แต่สิ่งที่เราต้องสร้างเพิ่มเติม  คือ ประสบการณ์ในการนำทฤษฎีต่าง ๆ  มาปรับใช้งานด้วยตนเอง  ฝึกฝนทักษะการบริหารในทุกโอกาส  พร้อมทั้งลองทำตามทฤษฎีทั้งหมดหรือแต่เพียงบางส่วน 
       เปรียบได้ดั่งนักดนตรีแจ๊สที่เก่งกาจ  ซึ่งสามารถเล่นตามท่วงทำนองพื้นฐานได้อย่างไม่มีผิดพลาด  
       แต่การจะเป็นนักดนตรีแจ๊สที่ยิ่งใหญ่  นักดนตรีแจ๊สท่านนั้นจะต้องผ่านการเรียนรู้ที่จะแสดงสดต่อหน้าผู้ชม
       ผู้เขียนทั้งสอง  ยังไม่แนะนำให้เราใช้เพียงการสังเกตนักบริหารที่เก่งกาจแล้วนำมาทำตามทั้งหมด  เพราะนั่นจะนำพาให้ตัวเราก้าวไปสู่ความล้มเหลว 
       เนื่องจากขาดลักษณะเฉพาะอย่างที่เราเป็น  เราจึงต้องพัฒนาจนเกิดเป็น สไตล์การบริหารเฉพาะตัวของเรา 
       ...สิ่งที่เป็นของตัวเอง  คือสิ่งที่ถูกต้อง...  
       แล้วเราจะพัฒนา สไตล์การบริหารเฉพาะของตัวเรา ได้อย่างไร 
       ทั้งสองให้คำแนะนำว่าเราต้องค่อย ๆ สะสมจาก 3 ปัจจัย
       ...ศึกษาจากทฤษฎีบางส่วน   ดูความสำเร็จของนักบริหารที่เราเห็นเป็นต้นแบบ   และได้รับประสบการณ์ตรงจากการบริหารของตัวเราเอง..  
       เมื่อได้ทำทั้งสามประการนี้อย่างต่อเนื่องนานวันเข้า  ก็จะค่อย ๆ พัฒนา สไตล์การบริหารเฉพาะตัวของเรา  ให้เกิดขึ้นมา
       ยิ่งเรามีความรู้เกี่ยวกับ สไตล์การบริหารเฉพาะตัวของเรา  และสไตล์ดังกล่าวสามารถสร้างผลกระทบที่มีต่อผู้อื่นได้มากเท่าไร  
       ตัวเราก็จะมีประสิทธิภาพในการบริหารมากขึ้นเท่านั้น
       แล้วเรา  จะสะสมความรู้  เหล่านี้ได้อย่างไร
       แมคกราท และ เบทส์  ให้ข้อแนะนำเพิ่มเติมว่าเราจำเป็นต้อง  จดบันทึก  อย่างย่อ ๆ เกี่ยวกับประสบการณ์การบริหารของตัวเราเก็บไว้  เพราะสามารถใช้เป็นสิ่งสะท้อนของตัวเราได้
       เช่น...  เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น ?  
       ทำไมจึงเกิดเรื่องดังกล่าวขึ้น ?  
       เราสามารถทำอะไรให้แตกต่างจากนี้ได้หรือไม่ ?  
       ทำไมเราจึงประสบความสำเร็จในสถานการณ์นี้แต่ล้มเหลวในสถานการณ์อื่น ? ... ฯลฯ
       การจดบันทึกเก็บไว้  เมื่อเราได้ย้อนกลับมาดูอีกครั้ง จะทำให้เราได้เรียนรู้จากสิ่งสะท้อนเหล่านี้  
       และยังสามารถนำมาใช้เป็นคู่มือปฏิบัติงานได้ในอนาคต
       การจดบันทึกหรือเขียนโน้ตสิ่งสะท้อนเล็ก ๆ นี้  จะช่วยให้เราจดจำฝังใจในสิ่งที่เราได้เรียนรู้มา  
       มันจะผสมผสานอยู่ในตัวเราโดยไม่รู้ตัว  สิ่งเหล่านี้จะหลอมรวมกับอารมณ์  ความรู้สึก  ความเชื่อ และทํศนคติ  จนกลายเป็นแหล่งสะสมความรู้โดยปริยาย
       เมื่อถึงคราวจำเป็น  ความรู้เหล่านี้จะคอยบอกตัวเราในการลงมือปฏิบัติเรื่องใด ๆ รวมถึงการตัดสินใจของตัวเรา  จนเกิดเป็น  สไตล์การบริหารเฉพาะของตัวเราเอง 
       เหมือนกับนักดนตรี  ที่สามารถเล่นดนตรีได้เข้าขากับผู้อื่น  โดยไม่ต้องเตรียมตัวมาก่อน
       ในยามที่เราได้รับรู้ข้อมูลจากแหล่งอื่น  แล้วเรารู้ได้ในทันทีทันใดว่าความเห็นเหล่านั้น  ใช้ได้หรือใช้ไม่ได้  แต่เราไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไม  
       สิ่งเหล่านี้ผู้เขียนทั้งสองเรียกว่า  ความรู้ที่เป็นไปโดยปริยาย  ซึ่งคนรุ่นก่อนเรียกว่า  สัญชาตญาณ หรือ ลางสังหรณ์ (Gut instinct)
       แล้วเรา  จะจดบันทึกอย่างไร  ให้สะดวกในการเรียกใช้งานสม่ำเสมอ
       โยอิจิ อิโนอุเอะ (Yoichi Inoue) ผู้แต่งหนังสือในชื่อภาษาไทย  ว่างงาน แต่ไม่ว่างเงิน (2561)  ให้คำแนะนำว่า...
       ให้เราเขียน บล็อก  ขึ้นมาเป็นของตัวเราครับ  
       เช่นเดียวกับที่ตัวผม (แอดบล็อกนี้) กำลังเขียนบล็อกนี้อยู่นั่นเองครับ
       ตัว โยอิจิ ได้กล่าวว่า  การเขียนบล็อกนั้น  จะทำให้เรามี  สินทรัพย์  ทางความรู้ของตัวเราเอง  
       ที่เราสามารถ หยิบยืมหรือนำขึ้นมาใช้งาน  ได้ตลอดกาล  
       เราสามารถที่จะหยิบมาใช้งานหรือเข้ามาค้นคว้าเพิ่มเติมเมื่อไรก็ได้  
       และยังสามารถเผยแพร่เป็นข้อมูลให้แก่ผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาเพิ่มเติมได้
       แม้ในช่วงแรก ๆ  เนื้อหาที่เขียนไว้อาจจะยังไม่ดีนัก  เนื่องจากเรายังไม่ตกผลึกทางความคิดมากพอ   
       แต่เราก็สามารถที่จะกลับมาแก้ไขหรือปรับปรุงเนื้อหาให้ดีขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง
       หากเราพัฒนาเนื้อหาภายในบล็อกอย่างต่อเนื่อง  โดยมุ่งเน้นพัฒนาเนื้อหาตามความเชี่ยวชาญของตัวเรา  
       ในอนาคตเรายังสามารถนำเนื้อหาภายในบล็อกมาใช้ในการ จัดสัมมนา  โดยอ้างอิงเนื้อหาจากบล็อกได้เองอีกด้วยครับ
       การสร้าง สไตล์การบริหารเฉพาะของตัวเราเอง ยังสามารถนำมาปรับใช้กับวิธีการลงทุนในหุ้น  หรือการบริหารเงินของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ
       เพราะในการลงทุนเราไม่อาจยืนยันได้ว่า  การนำทฤษฎีการลงทุนแบบใดแบบหนึ่งมาใช้งานแล้วจะเหมาะสมกับตัวเราทั้งหมด
       หรือหากทำตามคนที่ประสบความสำเร็จ แล้วเราจะประสบความสำเร็จตามได้
       เราจำเป็นต้องสร้างทางหรือ สไตล์  ของเราขึ้นมาเอง  โดยอิงอยู่บนพื้นฐานของปัจจัย 3 ประการข้างต้นครับ 
       โดยที่เรายังสามารถนำ  ความรู้ทางการเงิน หรือประสบการณ์ในการลงทุน  ของตัวเราเอง  มาจดบันทึกเก็บไว้ในบล็อก
       ถือเป็นประโยชน์ต่อตัวเราทั้งสองทางครับ
สุรศักดิ์  อัครอารีสุข

วันพุธที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2562

ส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย

       ในโลกแห่งการบริหารจัดการองค์กร สถิติและข้อมูล  นับเป็นเครื่องมือที่สำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพในการบริหารองค์กรสมัยใหม่
       ...หากองค์กรใดไม่มีการจัดเก็บหรือรวบรวมไว้  ก็อาจจะทำให้องค์กรนั้นสูญเสียอำนาจในการบริหารองค์กรไปได้  (ชัชวลิต ศรวารี, คนกับองค์กร.)    
       หากท่านใดชอบชมภาพยนตร์  อยากแนะนำให้ลองหาเรื่อง Draft Day (2014)  ซึ่งนำแสดงโดย เควิน คอสเนอร์  ดารารุ่นเก๋ามาชมกันครับ   
       เนื้อหาของภาพยนตร์พูดถึงเหตุการณ์เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่จะถึงช่วงเวลาการ Draft หรือการเลือกตัวนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลหน้าใหม่ (Rookie)  ที่มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบในประเทศสหรัฐอเมริกา   จากลีกในระดับมหาวิทยาลัย หรือ NCAA  เข้าสู่ทีมอาชีพในลีก NFL
       หลาย ๆ ท่าน  น่าจะตระหนักถึงความสำคัญของสถิติและข้อมูลกันมากยิ่งขึ้น  ภายหลังที่ได้รับชมภาพยนตร์เรื่องนี้กันแล้วอย่างแน่นอน  
       รวมถึงเทคนิคหรือวิธีการที่ปรากฎอยู่ในภาพยนตร์ดังกล่าว  ที่ได้มีการนำมาข้อมูลมาใช้ประโยชน์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
       เพราะตลอดเวลาที่เราได้เห็นในภาพยนตร์  เราจะเห็นตัวเอกของเรื่องที่ต้องมีการรวบรวม  สถิติและข้อมูล  ของนักกีฬาจากทุกกลุ่ม  
       ทั้งจากกลุ่มนักกีฬาที่มีอยู่เดิมในสังกัด  จากกลุ่มนักกีฬาหน้าใหม่  จากผู้จัดการทีมฝ่ายตรงข้าม  ไปจนถึงจากสตาฟท์ทีมงานของตนเอง  
       รวมถึงยังต้องมีการต่อรอง  การบลั๊ฟ  การเปลี่ยนแผน และอื่น ๆ อีกมากมาย  ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่บนพื้นฐานของ  การรวบรวมข้อมูล  เพื่อประกอบการตัดสินใจที่ถูกต้อง
       เพราะการตัดสินใจในครั้งนี้  จะส่งผลต่อประสิทธิผลและประสิทธิภาพของทีมไปจนจบฤดูกาล  
       และในบางทีมอาจต้องดูแลกันไปจนครบสัญญากันเลยทีเดียว
       เมื่อได้รับชมจนจบแล้ว  ผมก็ไม่รู้สึกแปลกใจถึงความเป็นมหาอำนาจของประเทศสหรัฐอเมริกาในโลกยุคสมัยปัจจุบันแต่อย่างใด 
       เพราะสิ่งที่เขาแสดงออกให้เห็นผ่านการชมภาพยนตร์ก็คือ  ความเป็นเลิศในงานด้านการข่าว  ของคนในประเทศเขาที่ฝังรากลึกไปในทุกวงการจริง ๆ
       ประเด็นที่ได้นำเสนอมาข้างต้น ...  
       เราสามารถนำมาปรับใช้กับการบริหารการลงทุนของตัวเรา  เช่น  การลงทุนในหุ้น  ได้อย่างไร
       หลายปีที่ผ่านมาในการลงทุนของตนเอง  ผมได้ยินคำว่า  ส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย  บ่อยครั้ง  จึงได้ลองติดตามศึกษาดู  
       ก็พบว่าเป็นคำที่ปรากฎอยู่ในผลงานของนักลงทุนระดับตำนานของโลก คือ วอร์เรน บัฟเฟตต์   
       จากที่ได้ติดตามอ่านประวัติของวอร์เรน  บัฟเฟตต์   ทำให้ทราบว่า  นี่คือ  หัวใจสำคัญ  ที่ทำให้เขายังคงเป็นสุดยอดนักลงทุนเอกของโลกมาจนถึงปัจจุบัน
       เมื่อได้ลองตามศึกษาเพิ่มเติมดู  ตัวผมเองก็ยังไม่พบ (ซึ่งอาจจะมี แต่ผมยังไม่เจอ) ถึงแนวทางที่ชัดเจนว่า  ส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย  มีหน้าตาเป็นอย่างไร

       ในมุมมองผม  เราจึงต้อง  กำหนดหรือสร้างขึ้นมา  ด้วยตัวของเราเองครับ 
       แล้วเราจะกำหนด  ส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย  อย่างไร
       ปกติผมใช้การเก็บรวบรวม สถิติและข้อมูล  ของราคาหุ้นที่ผมสนใจด้วยตนเอง  
       ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็น หุ้นขนาดใหญ่  และมีปันผลสม่ำเสมอครับ
       นอกเหนือจากการศึกษา งบดุล  และ  การติดตามข่าวสาร  ของหุ้นแต่ละตัวที่เราสนใจ 
       โดยใช้โปรแกรมเอ็กเซลแบบง่าย ๆ ครับ...
       จริงอยู่ที่ในโปรแกรมสตรีมมิ่งที่เราใช้ในการซื้อขายหุ้นในปัจจุบัน  ก็มีข้อมูลเหล่านี้แสดงผลเป็นกราฟราคา  
       แต่ผมพบจากประสบการณ์ว่า  การรวบรวมข้อมูลเหล่านี้อย่างมีวินัยด้วยตนเอง  ทำให้เราตัดสินใจได้ดีกว่ามาก
       ".... คุณต้องทำให้มันเป็นวิทยาศาสตร์  ทำให้มันเป็นตัวเลข  มันจึงจะวัดได้   เมื่อวัดได้ก็จะทำให้เราเข้าใจ..."  
       เป็นคำกล่าวที่ผมจำขึ้นใจมาจากนักคณิตศาสตร์ระดับโลกท่านหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว
       เพราะเมื่อเราได้ข้อมูลออกมาแล้ว  เราก็สามารถที่จะ  จัดกระทำ  กับข้อมูลต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเราเอง
       พูดให้ข้าใจง่าย  เราเป็นผู้ควบคุมข้อมูล  นั่นเองครับ 
       เมื่อได้รวบรวมและประมวลข้อมูลด้วยตนเอง  ก็ทำให้ตัวเราสามารถที่จะ  ตั้งคำถาม  กับตัวเองได้ว่า 
       ค่าเฉลี่ยราคา  สูงสุด - ต่ำสุด  ของหุ้นที่เราศึกษาแล้วนั้น  มีราคาอยู่ที่เท่าไร
       ภาพใน 1 ปี  จริง ๆ แล้ว  เขาซื้อ-ขาย  กันทั้งหมดเป็นจำนวนกี่วัน... 250 วัน  หรือ 300 วัน ...
       จากจำนวนวันทั้งหมด  ราคาเฉลี่ยกลาง  ที่เราเห็นควรจะใช้ราคาตรงวันใดมาเป็นฐานคิด  (หรือเรียกอีกอย่าง คือ เป็นราคาที่เราใช้เป็น สมมุติฐาน)  ... 
       ควรเป็นวันที่ 100  หรือวันที่ 125  หรือ.....
       จาก  ราคาเฉลี่ยกลาง  ที่เราคิด  เราควรให้  ส่วนลด (เข้าซื้อสะสม)  หรือ คิดส่วนเพิ่ม (ขายทำกำไร)  สักกี่เปอร์เซ็นต์ดี 
       ควรจะเป็น  ...  7%  หรือ  11%  หรือ .......ทั้งในการซื้อ  และการขาย ดีหรือไม่
       ...เคล็ดลับของความร่ำรวย  ก็เหมือนกับเคล็ดลับของการเล่นตลก... "จังหวะ"...  
       เป็นคำกล่าวที่ผมชอบมาก  ซึ่งได้รับชมมาจากภาพยนตร์เรื่อง A good year ( 2006)..
       แล้วเราควรจะกำหนด  จังหวะ  ในการเข้า ซื้อ-ขาย อย่างไร ... 
       ในระยะ 1 ปี  เราต้องรอให้ตลาดปรับตัวลงสัก 10 - 15 % ก่อนดีไหม  หลังจากไปถึงจุดที่เราคิดว่าสูงสุดแล้วของแต่ละปี  แล้วเราจึงค่อยเข้าซื้อ...
       ในการเข้าซื้อ เราควรใช้ช่วงเวลาก่อนการปันผลสัก 60 วันทำการดีไหม ...
       หรือเราควรจะทยอยซื้อทีละ 100 หุ้น  แล้วเวลาขายเราขายทิ้งทั้งหมดทีเดียว ...
       เราควรใช้ช่วงเวลาหลังการปันผลสัก 60 วันทำการดีหรือไม่  ในการขายหุ้นออก .. 
       
       หรือเราจะไม่ขายบ่อยครั้ง  แต่ใช้การบริหารเป็นภาพรวมทั้งพอร์ตดีไหม  โดยใช้การคิดแบบร้อยละเป็นตัวประเมินในการบริหารพอร์ตของตัวเรา ...
       ทั้งหมดนี้   แสดงให้เห็นว่าเมื่อเรามีการรวบรวม สถิติและข้อมูล  อย่างต่อเนื่องและมีวินัย
       เราก็จะเป็นผู้ที่  ควบคุมข้อมูล  จนสามารถนำมาจัดกระทำกับในแบบที่เราต้องการ  หรือนำข้อมูลมาบริหารให้ตัวเราได้พิจารณาอย่างเป็นระบบ  
       จะทำให้เราเห็นแนวโน้มการตัดสินใจหรือจุดตัดสินใจที่เหมาะสมกับตัวเรา   อันจะทำให้ การลงทุนของตัวเรา  มีความยั่งยืน
       นี่คือ  ส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย ในมุมมองของผมครับ
สุรศักดิ์  อัครอารีสุข

วันศุกร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2561

อ่านวอร์เรน บัฟเฟตต์ แล้วสร้างพอร์ตลงทุนให้ยั่งยืน

       ได้อ่าน The Snow Ball : Warren Buffett and the Business of Life  หรือในชื่อภาษาไทยว่า  "เปิดปมชีวิต สู่วิธีคิดแบบ วอร์เรน บัฟเฟตต์"  ของสำนักพิมพ์ WE LEARNแต่งโดย  Alice Schroeder  และแปลโดย นรา  สุภัคโรจน์  อีกครั้ง  ก็ได้เห็นมุมมองใหม่ ๆ เพิ่มเติม
       ก่อนอื่นขอนิยามคำว่า พอร์ตลงทุน  ของผมในที่นี้ก่อนครับ  พอร์ต  ที่ว่าก็คือบัญชีซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทย  ของตัวเรานั่นเองครับ
       เมื่อได้อ่านทบทวนจากหนังสือเล่มดังกล่าวอีกครั้ง   (มี 2 เล่ม  อ่านสนุกดีนะครับ  ขอแนะนำเลย)  ก็ทำให้ผมเปลี่ยนมุมมองในการ บริหารพอร์ต ใหม่หมด   ทำให้ได้มุมมองใหม่ ๆ ในการลงทุนของตัวผมเอง
       จุดเริ่มต้นของตัว บัฟเฟตต์   ในโลกการเงินเริ่มขึ้น  ในช่วงที่เขาเรียนจบจากมหาวิทยาลัยใหม่ ๆ ภายหลังที่ได้เรียนรู้เคล็ดวิชาจากอาจารย์ที่เขาเคารพเป็นอย่างยิ่ง เบนจามิน เกรแฮม ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย  เขาเริ่มมีแนวคิดที่จะรวบรวมเงินมาบริหารเพื่อเข้าไปซื้อ-ขาย หุ้น 
       ด้วยวัยเพียง 26 ปี บัฟเฟตต์ ก็ใช้แนวทางการระดมทุน  เพื่อจัดตั้งกองทุนขึ้นมาบริหารด้วยตัวเขาเอง  โดยเริ่มต้นจากเงินทุนในหมู่ญาตพี่น้อง  ก่อนที่ชื่อเสียงจะขจรขจาย  จนมีคนนำเงินมาให้เขาบริหารกันอย่างมากมาย  จนต้องตั้งเป็นกองทุนย่อย ๆ ถึง 11 กองทุน
       แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง  (ช่วงต้นทศวรรษที่ 70)  วอร์เรน บัฟเฟตต์  ก็ประกาศปิดกองทุน  ซึ่งในช่วงของการปิดกองทุนนั้นเป็นช่วงพีคสุด ๆ ของกองทุนที่เขาบริหารพอดี  คือ  มีกำไรอย่างมหาศาล (ในสมัยนั้น)  ขณะเดียวกันตลาดก็เริ่มทรุดตัวลง (ขาลง)  ตามภาวะเศรษฐกิจโลกในช่วงเวลานั้นพอดี
       หลังจากนั้นเขานำเงินกำไรที่ได้มาบริหารในลักษณะส่วนตัว  ผ่านบริษัทที่เขาซื้อไว้ คือ Berkshire Hathaway  ซึ่งในกาลต่อมาอีกหลายปีจนถึงปัจจุบัน  เขาก็บริหารจนบริษัทกลายเป็น Holding Company ที่ใหญ่ที่สุดในโลกปัจจุบัน   และตัวเขาเองก็กลายเป็นมหาเศรษฐีลำดับ Top 5 ของโลก
       ในมุมมองผม  ถือเป็นสุดยอดของผลงานจากการสร้าง นวัตกรรมทางการเงิน  ที่เกิดขึ้นโดยการ ต่อยอดจากทรัพยากรเดิม  ที่สามารถเล่าขานได้ไม่มีวันสิ้นสุดเลยทีเดียว 
       และถือเป็นการใช้กลยุทธ์ Select & Focus ที่แสนคลาสสิค  โดยมุ่งเน้นไปที่การบริหารบริษัทเดียวให้เติบโตผ่านการซื้อกิจการ (บริษัท) ต่าง ๆ  รวมถึงการฟื้นฟูกิจการจนกลับมามีกำไร  จนนำไปสู่การปันผลกลับสู่บริษัทแม่  ซึ่งก็คือ Berkshire Hathaway นั่นเอง
       รายละเอียดของแต่ละ กลยุทธ์  หรือ  วิธีการ  ในการเข้าซื้อในแต่ละบริษัท  ไปจนถึงวิธีการบริหารบริษัทภายหลังที่ได้ซื้อบริษัทมาว่า บัฟเฟตต์  ทำอย่างไรนั้น  อยากแนะนำให้ทุกท่านที่สนใจได้ลองไปหาอ่านกันครับ  มีรายละเอียดที่น่าสนใจ  สนุก  และน่าตื่นเต้นมากมายครับ
       หลาย ๆ เคส  น่าจะเป็นแนวทางระดับขึ้นหิ้ง  ในโรงเรียนสอนธุรกิจกันเลยทีเดียว  ดังเช่น  ตอนที่เขาเข้าซื้อกิจการเฟอร์นิเจอร์ที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกาเหนือในเนบราสกา  หรือการมอบหมายคนเข้าไปฟื้นฟูกิจการบริษัทประกัน GEICO   ไปจนถึงการเข้าไปแก้ปัญหาในบริษัทวาณิชธนกิจ Salomon Inc.
       ประเด็นส่วนตัวที่ได้เรียนรู้  เป็นเรื่องของการ  มองภาพรวม  ที่เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้งานกับ การบริหารพอร์ตลงทุน  ของเราได้ไม่น้อยเลยทีเดียว   ได้ปรับมุมมองใหม่ (Mindset) ในการลงทุนอีกครั้งหนึ่ง   
       เป็นการบริหาร พอร์ต ของตัวเรา  เหมือนกับกำลัง  บริหารบริษัท  ของตนเองครับ
       กำหนดให้พอร์ตของเรา  เหมือนกับ Holding Company  ที่จะเข้าไปซื้อกิจการ (หุ้น) ภายหลังที่เราได้พิจารณาข้อมูลต่าง ๆ อย่างดีแล้ว
       ต้องกำหนดวงเงินงบประมาณ ว่าเราจะเข้าไปลงทุนในวงเงินเท่าไร  แล้วกำหนด จังหวะ  ในการเข้าซื้อ  ผ่านแนวทางการทยอยซื้อ  เช่น  ทีละ 100 หุ้น  (กรณีพอร์ตเรามีขนาดเล็ก)  ดีไหม
       ควรกำหนดจำนวนบริษัท (ประเภทธุรกิจของหุ้นแต่ละตัว)  ที่เราจะเข้าซื้ออย่างไร
       "...โลกจะก้าวหน้า  ด้วยธุรกิจขุดเจาะทรัพยากรธรรมชาติ..."  
       เป็นคำคมคำหนึ่ง  ที่ผมได้ยินมาเนิ่นนานแล้ว  ซึ่งเราสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการลงทุนก็ได้ครับ  
       หรือแม้กระทั่ง  แนวทางแบบที่วอร์เรน ทำ   เช่น  ธุรกิจประกันภัย  ที่เขาชื่นชอบมาก  เพราะเป็นธุรกิจที่มีเงินสดคงเหลือสูงมาก  สามารถนำไปต่อยอดธุรกิจต่าง ๆ ได้อีกมากมาย
       เราไม่จำเป็นต้องรีบซื้อ-รีบขาย  ค่อย ๆ ดูแลให้พอร์ตเติบโต   โดยอิงบนพื้นฐานของช่วงเวลาการปันผลและการเติบโตของดัชนีตลาด 
       มองพอร์ต เป็นภาพรวม  ในการเข้าไปซื้อหุ้น  โดยอ้างอิงปัจจัยต่าง ๆ  เช่น  งบดุล  ดัชนีตลาด  ช่วงเวลาการปันผล  ราคาเฉลี่ย  ฯลฯ  เพื่อกำหนดจังหวะในการ  ซื้อ-ขาย
       ".....วิธีที่ดีที่สุดในการทำเงินจากตลาดหุ้น  คือ  การซื้อหุ้นตามดัชนีโดยตรง...นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนตามการเติบโตของเศรษฐกิจ.."  ชาร์ลส์  เอลลิส  อดีตที่ปรึกษาทางการเงิน  ได้กล่าวไว้       
       เมื่อพอร์ตติดลบตามดัชนี  จะใช้กลยุทธ์ Select & Focus ว่าบริษัท (หุ้น)  ไหน  ที่เราจะเพิ่มทุน  (เฉลี่ยราคา)  ไม่จำเป็นต้องทำทุกตัวดีไหม  
       เพราะเป็นหุ้นที่เราคัดสรรมาดีแล้ว  และขนาดหรือราคาเมื่อเทียบกับเงินทุนที่เรามีในแต่ละช่วงเวลา  อาจจะไม่เพียงพอในการทำกับหุ้นบางตัวก็เป็นไปได้
       เมื่อพอร์ตมีกำไร (บวก)  ตามดัชนี  เราจะใช้กลยุทธ์ Select & Focus  โดยดูบริษัท (หุ้น) ตัวไหน  ที่เราคิดว่ากำไรเกินหรือเป็นไปตามเป้าหมายที่เรากำหนดไว้บ้าง  
       แล้วเราควรจะขายออกไปดีไหม  เพื่อดึงเงินสดกลับมาและทำให้พอร์ตเราใหญ่ขึ้น
       หรือเราจะไม่ขายเลย  และบริหารให้บริษัทเติบโตดังเช่นที่วอร์เรน  บัฟเฟตต์ ทำ  

สุรศักดิ์  อัครอารีสุข

วันพฤหัสบดีที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2561

สอนลูกเรื่องเงิน

       "หัวใจสำคัญของการสอน คือ ความเต็มใจที่จะเรียนรู้ในสิ่งใหม่"
       วลีข้างต้น  ผมนำมาจากภาพยนต์เรื่อง The Rewrite (2014) หรือในชื่อไทยว่า  "เขียนอย่างไรให้คนมารักกัน"  ที่นำแสดงโดย ฮิ้วจ์ แกรนท์ (Hugh Grant) 
       ซึ่งผมมองว่าเป็นคำพูดที่เฉียบคมมากที่หนังได้นำเสนอให้เราได้รับฟังกัน 
       ตัวหนังก็สนุกดีนะครับในมุมมองผม  อาจจะไม่ถูกใจคนที่อายุยังน้อยอยู่บ้าง  แต่ผมว่าก็โรแมนติกและน่ารักดี  
       ที่สำคัญเพราะ การกระทำ ของตัวละครทั้งหมดในเรื่อง  ตรงกับวลีข้างต้นอย่างมากเลยครับ 
       ในเรื่อง  ความรู้ทางการเงิน  ผมคิดว่าทุกวันนี้  เราแทบจะไม่ต้องสอนหรือแนะนำกันในเรื่องนี้กันอีกแล้วล่ะครับ   โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า  การสร้างความมั่นคงทางการเงิน หรือ การสร้างความมั่งคั่ง ให้กับตัวเราในช่วงเกษียณนั้นเราต้องทำอะไรบ้าง 
       เนื่องจากความรู้เหล่านี้เพียงแค่คลิกเดียว  เราก็รับทราบข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตที่เป็นแหล่งความรู้อันกว้างใหญ่ไพศาล  และมีสถาบันต่าง ๆ ทำหน้าที่เหล่านี้ได้อย่างดีอยู่แล้ว  เช่น  หน่วยงานที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์  (กลต.)    
       และทุกวันนี้  ก็ยังมีบุคลากรจากหลากหลายอาชีพ  ที่ผันตัวมาเป็น โค้ชทางการเงิน กันเป็นจำนวนมาก
       บทความนี้  ผมตั้งใจจะให้มุมมองถึง  วิธีการ ที่จะทำให้คนเรามีพื้นฐานทางการเงินที่แข็งแกร่ง  
       เป็นแนวทาง เชิงป้องกันปัญหา  มากกว่าการ แก้ไขปัญหา ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเงินที่กำลังเป็นที่นิยมกันครับ
       วิธีการที่ว่า ก็คือ  การสอน  นั่นเองครับ
       การสอน   ผมมองว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวมาก  เราทุกคนต้องเคยผ่านการถูกสอน  และอย่างน้อยก็ต้องเคยได้สอนอะไรใครบ้างไม่ว่ามากหรือน้อยก็ตาม
       แล้ว กลุ่มเป้าหมาย ในการสอนของเราคือใคร  ผมแนะนำเลย ก็คือ  ลูก  ของเรานั่นเอง  
       เพราะโดยปกติแล้วเด็กส่วนใหญ่ก็อยากจะเป็นเหมือนอย่างพ่อแม่  มีพ่อแม่เป็นต้นแบบอยู่แล้วครับ
       Adam Khoo และ Keon Chee  สองนักเขียนจากหนังสือ  เลี้ยงลูกอย่างไรให้ใช้เงินเป็น หรือ Bringing Up Money Smart Kids  ได้แนะนำว่า  
       "...เพียงแค่เราทำให้ลูกเห็นว่าเราก็กำลังออมเงินอยู่เหมือนกัน  ก็สามารถกระตุ้นให้เขาอยากออมเงินมากขึ้นแล้ว โดยหากระปุกออมสินมาสักใบ (แบบใส)  และหยอดเงินให้เขาเห็น  แล้วอธิบายให้เขาฟังว่า  คุณกำลังเก็บเงินเพื่ออะไร  ลูกจะได้รู้ว่าการออมเงินเป็นเรื่องปกติที่ใคร ๆ ก็ออมกัน.." 
       วิธีการข้างต้นก็คือ  การสอน  เรื่องเงิน  ให้กับลูกของเราอยู่นั่นเอง  เป็นการสอนและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน  ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง 
       ยิ่งเราสอนไปเรื่อย ๆ เรียนรู้ในสิ่งที่เราได้สอน  และได้รับฟังจากผลสะท้อนกลับยามที่เราลงมือทำ  เราก็จะได้เรียนรู้ประเด็นใหม่ ๆ จากลูกของเราไปพร้อม ๆ กัน
       แล้วเรา  จะเริ่มสอนลูกเราตอนไหน  ผมแนะนำให้ลองไปอ่านที่ Link นี้ครับ https://surasak-akkaraareesuk.blogspot.com/2018/12/blog-post_14.html   
       มีผู้รู้ (รวมถึงในหนังสือ  ที่ผมได้อ้างอิงข้างต้น)  ได้จัดทำเป็นกรอบเวลาตามอายุไว้เรียบร้อยแล้ว  ผมจึงได้คัดลอกมาให้ทุกท่านได้อ่านทบทวนกันครับ
       เคยอ่านคำคม ๆ อันหนึ่ง  ที่มีคนกล่าวไว้นานแล้วว่า...  
       ...มีอยู่สองสิ่งที่คนเรายิ่งทำบ่อย ๆ ทำซ้ำ ๆ แล้วจะยิ่งมีความเหนือชั้นกว่าคนอื่นมากขึ้นเรื่อย ๆ หนึ่งคือ "การขับรถ"  และสองคือ "การอ่านหนังสือ..."   
       และผมก็เชื่อเช่นนั้นเหมือนกันครับ 
       จริง ๆ แล้ว  ผมว่าคนเรา  ลองได้ทำอะไรบ่อย ๆ ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งไปนาน ๆ จนเกิดกระบวนการการเรียนรู้  หรือที่เราชอบเรียกกันว่า ตกผลึกทางความคิด  เขาก็จะมีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ ไปโดยปริยาย 
       เมื่อมีใครมาถามหรือปรึกษาเขาในเรื่องที่เขาเชี่ยวชาญแล้ว ตัวเขาในยามที่ต้องให้คำอธิบายหรือสอนงาน  เขาก็ย่อมแสดงให้เห็นถึงความเหนือชั้น ในเรื่องของความรู้ที่ทั้งลึกและกว้าง  ที่เขาเชี่ยวชาญ ผ่านการสอนหรือการให้คำปรึกษาอย่างแน่นอนอยู่แล้วครับ  
       เนื่องจากเขาได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริงมาเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน
       การสอน  จึงเป็นวิธีการที่จะทำให้ตัวเราในฐานะผู้สอนและคนที่เราสอนหรือให้ความรู้เกิดความเชี่ยวชาญอย่างยิ่ง
       แล้วเรา  จะสอนอย่างไร  ผมขอแนะนำให้ลองอ่านที่ Link  นี้ครับ http://surasak-akkaraareesuk.blogspot.com/2018/12/blog-post_16.html 
       ผมมองว่าเป็น กรอบหรือเฟรมเวิร์ก  สำหรับใช้ในการสอนเรื่องเงินกับลูกของเราได้อย่างดีครับ   หากต้องการลงรายละเอียดเพิ่มเติม  เราก็ลองไปซื้อหนังสือมาอ่านเพิ่มเติมกันได้ครับ 
       ดังนั้น  ไม่ว่าเราจะใช้เทคนิคในการสอนแบบใด  ถ้าเราได้ทำบ่อย ๆ ทำซ้ำ ๆ  ทำอย่างต่อเนื่อง   ก็จะทำให้  ตัวผู้สอนและตัวผู้เรียน  ต่างได้เรียนรู้ในสิ่งใหม่ ๆ จนพัฒนากลายเป็นความเชี่ยวชาญไปได้อย่างพร้อมเพรียงกัน 
       เป็นการ  สร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินอย่างยั่งยืน  ที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนครับ


สุรศักดิ์  อัครอารีสุข

วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ออม ใช้ ปัน

       มีภาษิตญี่ปุ่นบทหนึ่ง  กล่าวไว้ว่า...  "พ่อแม่นั้นให้กำเนิดเรา  แต่เงินตราเท่านั้นที่ทำให้ชีวิตอยู่รอด"
       ภาษิตข้างต้น  ฟังดูแล้วเป็นทุนนิยมมาก ๆ เลยใช่ไหมครับ  แต่ถ้าเราพิจารณาดูดี ๆ ก็มีความจริงซ่อนอยู่ไม่น้อยทีเดียว
       ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือ  "เลี้ยงลูกให้ใช้เงินเป็น (Bringing Up Money Smart Kids by Adam Khoo and Keon Chee : 2015.  แปลโดย พรรณี  ชูจิรวงศ์)"  หนังสือขายดีอันดับหนึ่งของประเทศสิงคโปร์

       เมื่อได้อ่านจนจบแล้ว (เล่มบาง ๆ อ่านง่ายมากครับ)  ก็อยากแนะนำต่อให้หลาย ๆ ท่าน  โดยเฉพาะคนที่กำลังเป็นคุณพ่อคุณแม่มือใหม่  รวมถึงทุก ๆ ท่าน  ได้ลองหามาอ่านกันครับ
       เพราะเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้  เหมือนกำลังตอบโจทย์ตามภาษิตที่ผมได้ยกขึ้นมาอ้างอิงตอนต้นของบทความนี้เลยครับ
       ผู้เขียนทั้งสองมองว่า  ยุคสมัยปัจจุบัน  เวลา  เป็นสิ่งที่หายากยิ่งกว่า  เงินทอง 
       และพวกเราทุกคนในฐานะพ่อแม่ ยิ่งต้องการ  คำแนะนำเรื่องเงิน  อย่างมาก
       พวกเราทุกคนต่างก็อยากรู้ว่า  จะสอนลูกอย่างไรให้ใช้เงินเป็น  และ  รู้จักจัดการเงินของตนเองอย่างมีความรับผิดชอบ
       ทั้งนี้  ก็เพื่อให้ลูก ๆ ของเราสามารถดำเนินชีวิตได้ต่อไปอย่างยั่งยืน
       โดยที่การส่งมอบต่อของเรานั้น  ต้องไม่เป็นการทำร้ายตัวเขา  ให้เหมือนกับว่า  ลูกของเราถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1  โดยไม่ทันตั้งตัว
       จนกลายเป็นการสร้างนิสัยที่ขาดวินัยทางการเงิน
       หนังสือแบ่งเนื้อหาออกเป็น 11 บท  โดยเริ่มตั้งแต่การกล่าวถึงความสำคัญว่าทำไมเราต้องสอนลูกของเราให้ใช้เงินเป็น
       และจบด้วยบทสุดท้าย  เรื่องการส่งผ่านความมั่งคั่งไปยังลูกของเรา  โดยที่ไม่เป็นการทำร้ายพวกเขา  ผ่านการจัดทำแผนมรดกด้วยเครื่องมือทางกฎหมายที่เรารู้จักกันดี คือ  "พินัยกรรม"
       ที่สำคัญ  ในตอนท้ายแต่ละบทยังมี  "แบบฝึกหัด"  ให้เราได้ทดลองทดสอบตนเองว่า  เราทำได้ดีแล้วหรือยัง  พร้อมทั้งมีคำอธิบายให้เราสามารถนำไปปรับใช้เป็นแนวทางเพิ่มเติมด้วยครับ
       ประเด็นหนึ่งที่ผมชอบหนังสือเล่มนี้มาก  ก็คือ....
       ผู้เขียนได้นำเสนอ  "กรอบ หรือ เฟรมเวิร์ก"  สำหรับใช้เป็นหลักในการบริหารเงิน
       เราสามารถนำมาใช้เป็นพื้นฐานในการบริหารเงิน  และใช้สอนลูกของเราได้อย่างกระชับและมีทิศทาง
       มุมมองของผม  ถือว่าเป็นกรอบหรือเฟรมเวิร์กที่จดจำง่าย และน่ารักทีเดียวครับ
       กรอบหรือเฟรมเวิร์กที่ว่า  ก็คือ  ออม - ใช้ - ปัน  ตามชื่อบทความนี้แหละครับ
       Adam Khoo และ Keon Chee  มองว่าความท้าทายของเราก็คือ  ...จะทำอย่างไรที่จะทำให้การออม  เป็นเรื่องที่พึงปรารถนาสำหรับลูกของเรา...
       ซึ่งจากกรอบหรือเฟรมเวิร์กข้างต้นนั้น  เราสามารถนำมาแบ่งแนวทางการบริหารเงินได้ออกเป็น 3 ขั้นตอน  ได้แก่  ให้ตั้งเป้าหมายว่าเราจะออมไปเพื่ออะไร  ให้เริ่มออมก่อนใช้จ่าย  และสุดท้ายการรู้จักใช้เงินออม
       โดยผู้เขียนทั้งสองเห็นว่า  การตั้งเป้าหมายในการออมและลูกของเราได้ทำจนลุล่วงแล้ว  ก็ถือเป็นความสำเร็จของพวกเขา  ดังนั้นเราจึงควรปล่อยให้พวกเขามีความสุขและได้รับรางวัลจากความสำเร็จนั้น
       นั่นคือ  เปิดโอกาสให้พวกเขาได้ใช้เงินบ้างจากเงินที่พวกเขาได้ออมไว้  โดยการอนุญาตให้ซื้อของเล่นหรือในสิ่งที่เขาได้ตั้งเป้าหมายไว้
       ทั้งนี้  ไม่ตัดเรื่องการวางแผนการออมระยะยาว  เมื่อเขาเติบโตขึ้น
       Adam Khoo และ Keon Chee  ยังบอกอีกว่า  "การออมเงิน"  ถือเป็นเพียงแค่ครึ่งเดียวของการสอนเรื่องเงินให้กับลูก
       "การวางแผนการใช้จ่าย"  ให้ถูกวิธี  ถือเป็นเรื่องสำคัญถัดมา  
       เหตุผลก็คือ  เพราะเงินส่วนใหญ่ของเราถูกจัดสรรไว้สำหรับการใช้จ่าย นั่นเอง
       ดังนั้น  การสอนให้ลูกของเราได้รู้ถึงวิธีการใช้จ่ายที่ชาญฉลาด  จึงมีความสำคัญมาก  ซึ่งอาจจะมากกว่าเรื่องการออมเงินอีกด้วย
       เมื่อเราสอน  "การวางแผนการใช้จ่าย" แล้ว  ถัดจากนี้  เราต้องคอยสอดส่งดูแล  และช่วยให้ลูกเราใช้จ่ายอย่างชาญฉลาดตามแผนที่ได้วางไว้
       และสุดท้ายในเรื่องของ "การให้" หรือ "การปัน"  ผู้เขียนทั้งสองใช้คำทั้งสองนี้ในความหมายเดียวกัน
       โดยเราจะต้องบอกเหตุผลแก่ลูกให้ได้ว่า  ทำไมเราต้องปัน  ทั้งที่เขาอาจจะยังมีเงินไม่พอใช้จ่าย
       ผู้เขียนทั้งสองมองว่า  บทเรียนนี้ต้องใช้ระยะเวลาซึมซับนานนับเป็นปี ๆ  แต่จะเป็นประโยชน์กับเขาชั่วชีวิต
       ในเรื่อง  "การปัน"  นั้น  ทั้งสองท่านให้มุมมองว่า  "การปันเป็นส่วนหนึ่งของความสุขที่แท้จริง"
       โดยอ้างอิงแนวคิดจากนักจิตวิทยา  "มาร์ติน  เซลิกแมน"  ประกอบ  ได้กล่าวถึงมนุษย์ที่มีความต้องการมีชีวิต 3 แบบ  คือ
              ชีวิตที่รื่นรมย์  คือ  การมีความรู้สึกในเชิงบวกกับ  อดีต  ปัจจุบัน  และอนาคต
              ชีวิตที่ดี  คือ  การมีชีวิตที่เปี่ยมพลังในการค้นพบจุดแข็งและความสามารถของตนเอง  และได้นำออกมาใช้งาน
              และสุดท้าย  ชีวิตที่มีความหมาย  คือ  การนำจุดแข็งและความสามารถของตนเอง  มาใช้ทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตนเอง  เช่น  การสละเวลาให้กับชุมชนที่ตนอยู่อาศัย
       ทั้งนี้  ทั้งสองเน้นย้ำว่า  การให้หรือการปันนี้  จะต้องขึ้นอยู่กับความสบายใจและออกมาจากใจของลูกเราเอง

สุรศักดิ์  อัครอารีสุข